2008/Jan/20

เซลีนาเรีย...

                น่าแปลก... ทั้งๆที่ข้าไม่ได้รู้จักกับนางเป็นพิเศษ... ทั้งๆที่ข้าเองก็มีเพื่อนที่สนิทสนมกันมากกว่านางหลายคน... แต่นางกลับเป็นคนแรกที่ข้าระลึกถึง...

                ทำไม?  ใช่... ท่านต้องถาม... ท่านคงจะรู้จักข้า ซิดัส พาลาดินที่วันๆเอาแต่นั่งกินลมอยู่บนยอดฮันเตอร์ไรซ์แห่งธันเดอร์บลัฟ  รอประตูเวทเปิดอ้ารับเข้าไปสู่สนามรบตามนัดหมาย และวนเวียนต่อสู้อยู่ในนั้น นัดแล้ว นัดเล่า...  เปล่าเลย ข้าไม่ได้กระหายเลือดขนาดนั้น  ถ้าไม่เชื่อลองมาดูฆ้อนทองของข้า  มันยังเงางามสดใส ไร้รอยบุบบี้หรือคราบโลหิต   สิ่งที่ข้าทำก็เพียงแค่ร่ายเวทย์รักษา รักษา และรักษา... ให้เหล่าเพื่อนร่วมรบของข้าฟื้นตัวและสามารถเอาเลือดชั่วของไอ้พวกพันธมิตรที่โง่เง่า เย่อหยิ่ง และสำคัญตนผิดเหล่านั้นมาละเลงพื้นให้แดงฉาน... อา...ข้าต้องขออภัย... หากพูดถึงเรื่องพวกพันธมิตรครั้งใด ข้ามักจะลืมตัวเช่นนี้ประจำ...  กลับเข้าเรื่องดีกว่า... ท่านอาจรู้...หรืออาจไม่รู้ ว่าก่อนหน้าที่ข้าจะมาเป็นพาลาดิน ข้าเคยบวชเป็นพระมาก่อน... ใช่แล้ว... ในยุคแห่งสงครามอันดุเดือดของอาร์เซรอธนี้ แม้แต่พระก็ต้องเข้าร่วมสงคราม  ข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น  พวกเราไปเพียงเพื่อรักษาคนเจ็บ แต่เจ้าพวกพันธมิตรโฉดชั่วไม่เคยมีความปราณีอยู่ในจิตใจ... อะไรนะ?... ก็แค่...แค่ลบเวทสนับสนุนของพวกมัน ไม่ได้ทำให้เกิดบาดแผลอะไรซักนิด... หา?... อะไรกัน กะอีแค่เผามาน่าของพวกมันนิดๆหน่อยๆ ไม่เห็นจะได้เจ็บตัวอะไรมากมาย...  เอาเถอะน่า...อย่าคิดเล็กคิดน้อยสิ... นั่นแหละ...เพราะความใจบาปหยาบช้าของพวกมัน ทำให้ไอ้พวกพันธมิตรชั่วจ้องหมายหัวพระอย่างข้าก่อนคนอื่นเสมอ  การป้องกันตัวของพวกข้าก็มีแค่ยกโล่ศักดิ์สิทธิ์บางๆ ชนิดที่ว่าอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วลมหายใจก็แตกสลาย  ข้าถูกไล่ฆ่าราวกับหมูกับหมา จนข้าต้องนึกตัดพ้อต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมอๆว่าเหตุใดผู้มีศรัทธาและรับใช้พระองค์จึงได้อ่อนแอเพียงนี้  หลายครั้งข้านึกอิจฉาเหล่านักรบอัศวินที่กำบังกายอยู่ภายใต้เกราะเหล็กกล้าและโล่หนา  นึกอิจฉาพวกพ่อมดที่สามารถหายตัวไปยังที่ไกลๆในพริบตาเพื่อหลบหลีกคมหอกคมดาบ นึกอิจฉาพวกดรูอิดที่แปลงกายเป็นหมูหมากาไก่วิ่งหากจุกเอาตัวรอดได้ นึกอิจฉาพวกโจรที่ล่องหนหายตัวไปได้เมื่อจวนตัว  นึกอิจฉาพวกวอร์ล็อคที่...เอ่อ...ไม่...ข้าไม่ควรริษยาในความสามารถที่ได้จากการขายวิญญาณสาบานชีวิตให้ความมืดอย่างพวกมัน...  เอาเถอะ...

                แล้ววันนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับทุกศึกที่ผ่านมา... ขณะที่ข้ากำลังรักษาแผลให้สหายศึกอยู่นั้น  จู่ๆนักรบชาวมนุษย์คนหนึ่งมันก็พุ่งมาจากที่ไหนไม่รู้เข้าใส่ข้าอย่างเต็มแรงจนข้าจุก พอตั้งตัวได้กำลังจะวิ่งหนี มันก็ฟันดาบเฉือนเอ็นขาของข้า ข้าพยายามยกโล่แสงขึ้นป้องกันแต่มันก็ฟาดขวานใส่จนแตกกระจายในชั่วอึดใจ  ข้าพยายามกระเสือกกระสนลากขาวิ่งหนี พยายามใช้คาถาฟื้นตัวกับตัวเอง แต่เจ้านักรบใจทมิฬก็กระหน่ำฟาดขวานยักษ์ของมันใส่ข้าไม่หยุด  ข้ากัดฟันร่ายคาถารักษาขั้นสูง แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด... เสี้ยววินาทีก่อนที่ข้าจะร่ายคาถาจบ ไนท์เอลฟ์โจรชั่วก็โผล่ออกมาเตะเข้าที่ท้องข้าจนจุก แล้วพวกมันทั้งคู่ก็ระดมฟันแทงข้าอย่างเมามัน  ข้ารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายร่ายคาถาภาพหลอน เพื่อทำให้ศัตรูเห็นภาพสิ่งที่ตนหวาดกลัวในจิตใจจนขวัญเสีย ซึ่งน่าจะพอซื้อเวลาให้ข้ารักษาแผลที่ขาแล้ววิ่งหนีไปได้  หลังจากร่ายคาถาสั้นบทนั้น ข้าก็เงยหน้าขึ้นทั้งที่สองมือยังไขว้กันอยู่บนหัว หวังที่จะได้เห็นพวกมันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไป แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้ข้าได้รู้จักกับคำว่า “สิ้นหวัง” อย่างแท้จริง...  พวกมันยังอยู่ตรงนั้น แสยะยิ้มให้ข้าอย่างเลือดเย็น  ภาพในตอนนั้นยังคงติดตา... ข้าเห็นเจ้านักรบในตอนนั้นหน้าตาของมันแดงก่ำ เส้นเลือดที่คอและขมับปูดโปน ตาเบิกแทบจะถลนออกจากเบ้า  ส่วนเจ้าโจรโฉดนั้นเหมือนมีผ้าคลุมกายสีหม่นสวมทับร่างของมันอยู่... ข้าไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงแค่หลับตา... รอรับความตายเมื่อคมขวานกำลังเหวี่ยงตรงเข้าหาลำคอของข้า...

แคร้ง!!

...ข้าได้ยินเสียงของแข็งกระทบกับอะไรบางอย่าง... ก่อนจะค่อยๆหรี่ตาขึ้นมอง... มือข้างหนึ่งลดลงมาคลำลำคอว่ายังมีหัวอยู่บนนั้นหรือเปล่า...

                แล้วข้าก็ได้พบว่าตนเองถูกห้อมล้อมด้วยโล่แสงสีขาว  ซึ่งดูหนาแน่น และยิ่งใหญ่กว่าโล่แสงกระจิดริดของข้ามากมายนัก... และถัดไปเพียงช่วงตัวเดียว เจ้านักรบและโจรโฉดเมื่อครู่ก็ยังคงพยายามกระหน่ำฟันแทงโล่แสงดังกล่าวอย่างไม่ลดละ แต่ก็ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับมันได้เลยแม้แต่น้อย 

                ก่อนที่ข้าจะได้ทันคิดหาต้นตอว่าไอ้โล่แสงที่มาช่วยชีวิตข้าไว้นี้มันมาจากไหน แสงสว่างอันเจิดจ้าก็อาบร่างข้าเข้าอย่างจัง ด้วยสัมผัสที่คุ้นเคย ข้ารู้ได้ทันทีว่านี่คือเวทรักษา แต่ต่างไปจากของนักบวช... มันเจิดจ้า...และทรงพลังกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพียงชั่วพริบตาบาดแผลที่ท่วมตัวของข้าก็กลับไปหายดีดังเดิม  ขณะที่ข้ากำลังหันรีหันขวางหาตัวผู้มาช่วยชีวิตเอาไว้นั้น  เงาร่างเล็กก็กระโดดข้ามหัวข้ามาจากด้านหลัง หวดค้อนประกายแสงเข้ากลางกบาลของเจ้าโจรโฉดที่กำลังง่วนอยู่กับเกราะแสงที่ป้องกันข้าอยู่จนหมดสติ  ข้าจึงได้เห็นนาง... นางเป็นบลัดเอลฟ์เช่นข้า ใบหน้าแม้ไม่สวยเลิศแต่ก็จัดว่ารูปงาม นางอยู่ในชุดเกราะเหล็กเข้ารูปที่ไม่น่าเชื่อว่าเอลฟ์ร่างเล็กอย่างนางจะสวมใส่ไหว แต่การเคลื่อนไหวของนางก็ดูคล่องตัว  และที่โดดเด่นคือสายตาอันเด็ดเดี่ยวที่จับจ้องไปยังเจ้านักรบซึ่งบัดนี้หันไปแยกเขี้ยวใส่นาง ก่อนที่นางจะปรายตามายังข้าแล้วส่งสายตาพร้อมกับกรายใบหน้าไปด้านข้างเล็กน้อยเป็นเชิงส่งสัญญาณว่าให้ข้าหนีไป

                เจ้านักรบบ้าเลือดดูเหมือนจะสังเกตสัญญาณนั้นได้ จึงหันขวับกลับมาทางข้าด้วยสายตาอาฆาตยิ่ง แต่พริบตานั้นลำแสงจากพาลาดินสาวก็สาดวูบเฉียดใบหน้าของมันจนเลือดไหลโชกจากแก้ม  เจ้านักรบคำรามอย่างดุร้ายก่อนจะพุ่งเข้าใส่เธอในพริบตาเหมือนที่ทำกับข้า  ข้าพยายามจะร้องเตือนแต่สายไป มันเล่นไม้เดียวกับที่ทำกับข้า เล่นงานเข้าที่ขาของนาง ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างสะใจ แต่มันก็ต้องเดือดดาลยิ่งขึ้นอีกเมื่อประสานสายตาขึ้นไปพบกับสีหน้าเรียบเฉยของนาง ที่แปรเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มราวกับหยอกเล่นกับเด็กน้อย

                “...ฟรีดอม” ข้าได้ยินเสียงแผ่วๆของพาลาดินสาว พลันก็มีวงเวทสีแดงเปล่งประกายหมุนวนขึ้นที่ใต้ขาของนาง บาดแผลที่ขาหายไปเป็นปลิดทิ้ง ช่วยให้นางขยับตัวอย่างคล่องแคล่ว ทั้งเคลื่อนตัวหนี ยกโล่กำบัง และสะบัดดาบปัดป้อง การโจมตีจากเจ้านักรบบ้าอย่างง่ายดาย   แน่นอนว่าการโจมตีย่อมมีถูกตัวของนางบ้าง แต่เวทรักษาของพาลาดินนั้นร่ายสั้นและทรงพลัง ตลอดจนแทบจะเรียกว่าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะกินพลังเวทของผู้ร่ายน้อยมาก  ขณะที่ข้ากำลังทึ่งอยู่นั้นเอง ลำแขนใหญ่ก็รวบคอข้าไว้จากด้านหลังอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว เป็นเจ้าไนท์เอลฟ์โจรถ่อยนั่นเองที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากฆ้อนแสงเมื่อครู่ มันรวบแขนข้าบิดไปด้านหลังจนข้าต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วเอามีดสั้นจ่อคอข้าไว้ทันที เป็นจังหวะที่นางผู้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้แล้วหนหนึ่งหันกลับมาพบเข้าพอดี  เจ้าโจรโฉดตะโกนอะไรบางอย่างใส่นางฟังไม่ได้ศัพท์ ว่าแล้วก็กระชับมีดเข้าที่คอข้าทำนองว่าจะใช้ข้าเป็นตัวประกัน ข้าได้แต่เสียใจที่ไม่รีบหนีไปทั้งที่มีโอกาสที่นางได้หยิบยื่นให้ ซ้ำร้ายกลับต้องกลับมาเป็นภาระของนางเข้าอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ก่อนที่ข้าจะได้เอ่ยปากอะไรออกมา นางก็เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อนทั้งที่กำลังยกด้ามฆ้อนขึ้นขัดดาบของเจ้านักรบนั่น

                "เชื่อใจข้า... แซคคริไฟซ์..." นางเปล่งเสียงแผ่วเบา พลันก็มีประกายแสงสีแดงวาบขึ้นบนร่างของข้าชั่วอึดใจก่อนมันจะจางหายไป ว่าแล้วนางสะบัดฆ้อนปัดดาบของคู่ต่อสู้จนเซผงะแล้วฟาดด้วยฆ้อนแสงจนอีกฝ่ายมึนเซไปชั่วขณะ ฉวยโอกาสนั้นเองพุ่งตัวเข้ามาหาข้า เจ้าโจรโฉดดูจะโกรธมากกับท่าทีไม่ยี่หระของนางต่อการใช้ตัวประกัน จึงกดคมมีดเข้าที่คอของข้าทันที

                ฉัวะ...

                สิ้นเสียงคมโลหะแทรกเนื้อ...เลือดสีแดงก็สาดเป็นสาย... แต่ไม่ใช่จากคอของข้า... กลับเป็นคอของนาง... ทั้งข้าและเจ้าโจรต่างตะลึงค้าง กรามห้อยจนไม่รู้ว่าสีหน้าของตนเองตอนนั้นเป็นอย่างไร  แต่แล้วเจ้าโจรก็ยังคงไม่ลดละ กระหน่ำแทงไปบนร่างของข้าอย่างบ้าคลั่ง  ข้ารู้สึกเจ็บมากอยู่เหมือนกัน แต่บาดแผลที่ได้รับกลับเป็นแค่รอยขีดข่วนเล็กน้อย ในขณะที่ข้าเริ่มมองเห็นเลือดสดหยดออกมาจากรอยต่อของชุดเกราะของพาลาดินสาวที่อยู่ตรงหน้าข้า  นางวิ่งเข้ามาถึงตัวแล้วหวดฆ้อนใส่เจ้าโจรที่กระโดดหนีวูบไปด้านหลัง ปล่อยตัวข้าให้เป็นอิสระอย่างง่ายดายด้วยความงุนงงระคนตื่นตกใจ  ตอนนี้ข้าจึงได้เห็นชัดๆว่าระหว่างรอยต่อเกราะของนางมีเลือดกรังออกมาเต็มไปหมด

                "ทะ...ท่าน....ละ...เลือด...เลือด..." ข้าชี้ให้นางดูสภาพตัวเองด้วยเสียงสั่นระริก ทั้งๆที่ข้าเองก็คุ้นเคยกับแผลฉกรรจ์อยู่ไม่น้อย  แต่ไอ้บาดแผลลึกลับของนางที่เกิดจากการที่ข้าถูกแทงมันก็ทำให้ข้าอดที่จะอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้  แต่ไม่ทันที่ข้าจะตั้งสติรักษาบาดแผลให้นาง เงาทมึนของเจ้านักรบก็โผล่ขึ้นมาจากด้านหลัง เงื้อขวานขึ้นสูงพร้อมที่จะบั่นลงมาได้ทันที

                แคร้ง!!

                เหมือนโลกจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ... ข้าเห็นขวานของเจ้านักรบบ้าเลือดกระเด็นหลุดมือปลิวไปด้านหลัง  แสงสว่างที่เจิดจ้าโอบล้อมร่างบอบบาง(ใต้เกราะเหล็ก)ของนางไว้ได้ทันในชั่วเสี้ยววินาทีวิกฤต พร้อมๆกับเลือดจากบาดแผลที่หยุดไหล  ว่าแล้วบลัดเอลฟ์สาวก็ลงมือร่ายเวทย์รักษาตนเองอย่างใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจบาดแผลทั่วร่างของนางก็หายสนิท  เจ้าฝ่ายพันธมิตรทั้งสองตัวคำรามอย่างคับแค้นเมื่อเห็นนางกระดิกนิ้วใส่เป็นเชิงว่าพร้อมให้เข้ามาสู้กันอีกรอบ แต่ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าม้าจากกำลังเสริมของพวกเราก็ดังกระหึ่มใกล้เข้ามา  พวกมันสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะจำใจถอยร่นหนีไปโดยดุษฎี

                ข้ามารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กำลังหนุนอยู่รายล้อมเต็มไปหมด จึงได้สำนึกว่าตลอดเวลาที่นางกำลังดวลดาบ(อันที่จริงคงเป็นฆ้อน) ข้าไม่ได้ช่วยนางต่อสู้เลย เนื่องจากกำลังอึ้งและทึ่ง... ก็ข้าไม่เคยได้เห็นการต่อสู้ของพาลาดินชัดๆแบบนี้เลยนี่นา... อันที่จริงข้าไม่เคยได้สนใจพวกพาลาดินเลยด้วยซ้ำ...  คิดจบข้าก็ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อนและความโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้

                “ยืนไหวไหม” นางเดินเข้ามาใกล้พลางยื่นมือให้ข้า  ข้ายิ้ม...อายๆ... แล้วยันตัวลุกขึ้นเองโดยไม่ได้จับมือนาง ก่อนจะโค้งศีรษะเป็นการขอบคุณ

                “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า  ข้าซิดัส หากไม่รังเกียจข้าขอทราบนามผู้ช่วยชิวิตข้าได้หรือไม่” ข้าเอ่ยปากถามเบาๆพลางเกาหัวแก้เก้อ แต่แล้วสายตาก็ไปชะงักอยู่ที่เสื้อคลุมสัญลักษณ์กิลด์ของนาง เช่นที่นางกำลังจ้องที่เสื้อคลุมของข้า... แล้วเราทั้งคู่ก็เริ่มหัวเราะพร้อมๆกัน

                “ข้าชื่อเซลินาเรีย ไม่ยักรู้ว่าเจ้าก็อยู่ในกิลด์เดียวกันด้วย” นางว่า แล้วก็ยื่นมือมาให้ข้าอีกครั้ง 

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

                “ข้าก็เช่นกัน” ข้ายิ้มตอบ ไม่ลังเลที่จะสัมผัสมือเล็กใต้ผิวโลหะเป็นครั้งที่สอง

                แล้วเราก็ได้รู้จักกันตั้งแต่ครั้งนั้น  จริงๆอาจจะเป็นเพราะข้าเคยเอาแต่หน้ามืดตามัวกับการศึกษาเวทมนตร์ หรือมัวแต่สวดอ้อนวอนพระเจ้าขอให้นักบวชของพระองค์แข็งแกร่งขึ้นก็แล้วแต่  ข้าถึงเพิ่งได้สังเกตว่าจริงๆแล้วเคลีนาเรียเป็นคนที่”เป็นที่นิยม” ของสมาชิกในกิลด์เป็นอย่างมาก นางไม่เคยปฏิเสธเมื่อได้รับคำขอร้องให้ไปช่วยธุระปะปังของใครต่อใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้ใช้เวทรักษามีจำนวนน้อยมาก(ในขณะนั้น) ทำให้นางแทบจะถูกจองตัวตลอดทั้งวัน ครั้นมีสมบัติมาแบ่งกันนางก็มักจะหลีกทางให้ผู้อื่นที่ต้องการคว้าเอาไปก่อนเสมอๆ ข้าเองก็หลงใหลชื่นชมในความแข็งแกร่งและอ่อนโยนของนาง จนที่สุดในวันหนึ่งเมื่อได้มีโอกาสได้อยู่กับนางสองต่อสองยามพลบค่ำบนเนินเขาเล็กๆในแนแกรนด์ ข้าก็ตัดสินใจ...

                “เซลี่... ข้ามีเรื่อง...เอ่อ...อยากจะบอก...” ข้าพยายามรวบรวมความกล้าสบตานาง  แต่แสงจากอาทิตย์อัสดงที่ฉายไล้ใบหน้าสคราญที่หันกลับมาทางข้าก็ยิ่งทำให้หัวใจของข้ามันหายไปอยู่ต่ำกว่าตาตุ่ม

                “ข้า....เอ่อ...”

                “หือ?” เซลินาเรียยกเสียงสงสัย ใบหน้าระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

                “ข้า...ข้า... ข้าอยากแข็งแกร่งเหมือนเจ้า! ข้าจะไปเป็นพาลาดิน!” ข้ากัดฟันตะโกนออกไป ตาหลับแน่น หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ทิ้งให้บลัดเอลฟ์สาวตะลึงค้างนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มน้อยๆแล้วถอนหายใจ(โล่งอก?) นางลุกขึ้นแล้วหันมาตบที่ไหล่ของข้าเบาๆก่อนจะกระซิบว่า

                “พยายามเข้านะ ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”

                และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของข้าในการเบนเข็มมาสู่การเป็นพาลาดิน  ตอนนี้ข้าเชื่อว่าข้าก็มีฝีมือพอควรแล้ว... ถ้าเพียงนางได้อยู่เห็น...

                แต่ทว่านางไม่อยู่แล้ว...

                นางเริ่มป่วยเมื่อสองเดือนก่อน... ป่วยหนัก...หนักมาก... แต่กระนั้นก็ยังฝืนใจไปร่วมฝ่าดงมอนสเตอร์ด้วยกันถ้าพอจะทำได้  บ่อยครั้งนางตอบสนองช้าหลายวินาทีในขณะร่ายเวทย์ หลายครั้งนางเป็นลมวูบไประหว่างการต่อสู้ จนเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน นางก็กล่าวคำอำลากับเพื่อนทุกๆคนในกิลด์  เนื่องจากนางคิดว่าสภาพร่างกายของนางในตอนนี้ คงรังแต่จะเป็นภาระของกิลด์ แน่นอน ทุกคนไม่อยากให้นางไป   ข้าเห็นนักรบทอเรนคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนางที่เป็นคู่หูร่วมประลองในอารีนาด้วยกันมาเสมอถึงกับแอบไปหลั่งน้ำตา...

                “ไม่เป็นไรหรอก พวกเรายังมีผู้ใช้เวทย์รักษาอีกมากมาย” นางผายมือไปในกิลด์ พูดคำพูดติดปากที่ใช้ปลอบเพื่อนในกิลด์อยู่ประจำในช่วงหลังๆมานี้  แต่ทุกคนก็รู้ดีแก่ใจ ว่าไม่มีใครมาแทนที่เซลีนาเรียได้

                “แล้วข้าจะกลับมา”  นางจากไปพร้อมรอยยิ้มและคำพูดสุดท้าย

                 ข้าไม่รู้หรอกว่านางจะกลับมาเมื่อไหร่ หรือนางจะกลับมาไหม สถานการณ์ในตอนนี้ช่างมืดมัว สิ่งที่ข้าทำได้ ก็คงเพียงแค่พยายามบันทึกความทรงจำดีๆต่อเพื่อนๆของข้าเหล่านี้ไว้เท่าที่จะทำได้เท่านั้น 

..................................................................... 

ตอนต่อไป (ว่าจะเอา)ชิฟและโครากาห์

อยากได้ความเห็น:  ใช้วอริเออร์หรือนักรบดีหนอ, ใช้คำว่าฮีลเลอร์จะแปลกๆไหมหนอ

edit @ 21 Jan 2008 19:18:45 by Dr.Cid

edit @ 26 Jan 2008 16:12:53 by Dr.Cid

2008/Jan/20

สวัสดี เจ้าไดอารี่

                คงจะดูแปลกไปสักหน่อยที่บลัดเอลฟ์อย่างข้าจะเขียนบันทึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะคิดว่าทำไมจึงอุตริเพิ่งจะริมาเขียนเอาตอนนี้ 

                จริงๆแล้วมันก็มีเหตุ... ที่ผ่านมาข้าไม่เคยได้สำเหนียกว่าวันเวลาของข้าในโลกแห่งนี้แห่งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด... ชีวิตในอาร์เซรอธนั้นไม่ได้สบาย แต่ก็มีความสุขและตื่นเต้นมีสีสันอยู่เสมอ  หลังจากที่ตัดสินใจเดินทางออกจากซิลเวอร์มูนบ้านเกิด ข้าก็ได้พบกับวีรบุรษและวีรสตรีในตำนานมากมาย ทั้งท่านซิลวานาสแห่งอันเดอร์ซิตี้   วาร์ชีฟธราลผู้น่าเกรงขามแห่งออกริมา  คาร์น บลัดฮูฟแห่งธันเดอร์บลัฟ  รวมไปจนถึงคาดการ์ จอมเวทย์ชาวมนุษย์ผู้เคยประกอบวีรกรรมอันน่ายกย่องในอดีต  

                แต่เหนืออื่นใดในความทรงจำ คงจะเป็นเหล่าผองเพื่อนของข้า ที่ได้ร่วมสุขทุกข์กันมา จนได้ก่อร่างสร้างกิลด์ขึ้นมาเป็นตัวตน  แม้จะไม่ใช่กิลด์ที่ใหญ่โตนัก แม้จะถูกจัดเทียบชั้นกิลด์อยู่ที่ลำดับห้าสิบ(กว่าๆ)  แม้จะกระทบกระทั่งกันภายในบ้างเป็นบางเวลา  แต่ข้าก็มีความทรงจำที่ดีกับกิลด์ของข้าและเพื่อนทุกคน  

                อันที่จริงแล้ว ตัวข้าเองนั้นก็คาดหวัง... คาดหวังว่าวันเวลาแห่งการผจญภัยของข้าและเพื่อน น่าจะดำเนินต่อไปอีกยาวไกล แน่นอนว่าไม่ใช่ตลอดกาล แต่ก็คงไม่ใช่จะเห็นจุดจบพรุ่งนี้มะรืนนี้  แต่ในตอนนี้...เหตุการณ์บางอย่างทำให้ข้าต้องหยุดคิดเสียใหม่...

                มันคือโรคร้าย... โรคร้ายที่ทำให้คนป่วยมีประสาทตอบสนองเชื่องช้า... เป็นวินาที... หลายวินาที... อาจจะถึงนาที... หรือถึงกับหมดสติวูบไป...  ข้าไม่แน่ใจว่าต้นตอของโรคนี้มาจากแห่งใด  แต่เมื่อสองเดือนก่อนมันก็ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วก็เริ่มระบาดมากขึ้นทุกที...ทุกที...  เพื่อนบางคนของข้าดูจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้  แต่ในขณะที่ส่วนใหญ่ก็เริ่มแสดงอาการเจ็บป่วย  บางรายก็มีอาการรุนแรง... รุนแรงเสียจนกระทั่งต้องถอนตัวจากการผจญภัยออกไปพักฟื้น  ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าเขาจะมีอาการดีขึ้นเมื่อไหร่ แล้วจะกลับมาผจญภัย ออกเสียงหัวเราะ เปล่งเสียงก่นด่า หรือเสียน้ำตาร่วมกันได้อีกหรือไม่... ตัวข้านั้นก็ได้แต่ภาวนา...

                หากจะพูดไปแล้ว ข้าเองก็คล้ายจะมีอาการของโรคร้ายลึกลับดังกล่าวอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มากนัก หากแต่เพื่อนของข้าบางคนก็มีอาการเข้าขั้นสาหัส  ไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่า พวกเขาจะยังคงสามารถร่วมผจญภัยไปด้วยกันได้อีกนานสักเท่าไร... ตัวข้าเอง... ก็มีเพื่อนที่รักใคร่สนิทสนมกันอยู่... หากไม่มีเขาเหล่านั้น ชีวิตในอาร์เซรอธของข้าก็คงจะไร้ความหมาย และก็คงต้องจากโลกนี้ไปพร้อมๆกับพวกเขาเหล่านั้น

                ด้วยเหตุนี้ข้าจึงตระหนักว่า คงจะต้องลงมือบันทึกความทรงจำดีๆเหล่านี้ไว้ ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสลายกลายเป็นอากาศธาตุ  อันที่จริงแล้วตั้งแต่เริ่มท่องเที่ยวไปในอาร์เซรอธ ก็มีเหตุการณ์มากมายที่น่าประทับใจ ยากที่จะบันทึกไว้ได้หมด ข้าจึงคิดจะเริ่มทบทวนความทรงจำของข้ากับผองเพื่อนแต่ละคน... แต่ปัญหาก็คือ... ควรจะเริ่มจากใครดีหนอ...

2008/Jan/13

เพราะได้รับ tag จากลุงแกะนะเนี่ย ตะก่อนใคร tag มาเราดูดลง black hole หมด

อย่าลืมพาไปเลี้ยงข้าวขาหมูด้วยนะลุงแกะ

หมวดแนะนำตัว


1. ชื่อเล่นของคนตอบ (ไม่ต้องเอาชื่อจริงมานะ ไม่อยากรู้)
-
ในเน็ทใช้ cid แต่เรียก หมอ ก็โอเคดีละนี่นะ


2. วันที่ กับ เดือนที่เกิด (.. กับ ค.. ไม่ต้องเอามา)
- 14
เม.ย. เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว เลยแทบไม่เคยได้ฉลองกะใคร


3.
ส่วนสูง และน้ำหนัก
- 180 cm 65 kg BMI 20.1
เกือบ underwieght แต่จริงๆแอบเอวหนาและแก้มอ้วน = =


4. สำหรับนักเรียน ชื่อโรงเรียน - ระดับชั้น
-
จบประถมและมัธยม จากมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่


5. สำหรับนักศึกษา ชื่อมหาวิทยาลัย - คณะ - ชั้นปี
-
จบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง


6. สำหรับคนที่ทำงานแล้ว ชื่อบริษัท - ตำแหน่ง
-
อาจารย์ คณะแพทยศาสตร์แห่งนั้น


7. สำหรับคนว่างงาน ข้อนี้ฟรี ไม่ต้องตอบ
-
นั่งคิดอยู่ 1 นาที ว่าจะตอบอะไร แต่ไม่มีมุข



หมวดของที่ชอบ และไม่ชอบ


8. อาหารคาวสุดโปรด
-
ข้าวขาหมูหนังล้วนไข่ใบนึง (โปรดแต่ไม่ค่อยได้กิน อายุเริ่มไม่อำนวย)


9. อาหารหวานสุดยอด
-
เค๊ก green tea au lait ประพักตร์, ลอดช่อง ที่ทำอร่อยๆ


10. ขนมสุดฮิตชอบกินแบบสุดกู่
- Ferrero Roche
(ชอบแต่นานๆได้กินทีเหมือนกัน แพง)


11. เครื่องดื่มที่โปรดปราน
-
โค๊กที่เปิดขวดใหม่ๆ, gin tonic, ไวน์คูลเลอร์กระจอกๆ


12. ผลไม้นี่แหละ ใช่เลย
-
ชมพู่สีแดง(ชื่อพันธ์ไม่รู้แฮะ), แตงโมไร้เมล็ด(สีเหลืองเหมือนจะหวานกว่า)


13. ลิสต์ของกินที่คุณเกลียดมาซิ (ตอบได้มากกว่า 1 ไม่จำกัดประเภท)
-
แก้วมังกร


14. สีที่ชอบ
-
ตอนเด็กๆชอบเขียว เดี๋ยวนี้ชอบฟ้า ฟ้าแบบท้องฟ้าใสๆไร้เมฆ


15. กิจกรรมยามว่าง
-
นอน เล่นเกมออนไลน์ ฟังเพลง อ่านนิยาย


16. ของสะสม
-
ไฟล์ mp3 นับมะ ไม่งั้นก็ไม่มีละ ตอนย้ายบ้านเพิ่งรู้สึกตัวว่าเราไม่มีของสะสมเลย


17. เครื่องเล่นดนตรีที่ชอบเล่น
- ipod(?),
มีไวโอลิน แต่ไม่ชอบเล่น


18. แนวเพลงที่ชอบฟัง
- pop jazz classic
ประปราย จริงๆชอบ soundtrack ทั้งหลายน่ะแล


19. แนวภาพยนต์ที่ชอบดู
- family, love comedy, drama
ที่ให้ความประทับใจ


20. หนังเรื่องนี้ ที่คุณดูแล้วประทับใจ
-
เป็นคนดูหนังน้อยมากอะ Schindler's list, Tarzan(Disney), What dream may come (รู้จักมั้ยหว่า)

21. หนังเรื่องนี้แหละ ที่ทำให้คุณร้องไห้
- Schindler's list
ตอนที่ชินด์เลอร์คร่ำครวญตอนหลังว่า ถ้าขายเก้าอี้ตัวนี้ ผมช่วยได้อีกหนึ่งชีวิต ถ้าขายโต๊ะตัวนี้ ช่วยได้อีกหนึ่งชีวิต

- Tarzan ตอนทาร์ซานลาแม่ จะกลับไปสังคมมนุษย์


22. นักร้องสตริง(ไทย)ในดวงใจ
-
เหมือนหลายๆคน ไม่เข้าใจ definition ของวงสตริง (ไม่ใช่วงเครื่องสายแหงๆ)


23. นักร้องลูกทุ่งในดวงใจ
-
ไม่มี ชอบเป็นเพลงๆไป


24. นักร้องเอเซียในดวงใจ
- Coco Lee, Hikaru Utada
(อันหลังชอบตรงมั่นจนได้ดี)


25. นักร้องอินเตอร์ในดวงใจ
-
จริงๆชอบหลายคน แต่ Celine Dion ละกัน เพราะเป็นนักร้องดังที่ข่าวเน่าน้อยสุด (ไม่เคยได้ยิน)


26. คนที่หล่อที่สุดในสายตาคุณ
-
นึกไม่ออก หล่อมันมีหลายแบบจริง


27.
คนที่สวยที่สุดในสายตาคุณ
-
อันนี้นึกหน้าออก คงไม่ใช่สวยที่สุด แต่ถ้าถามคนสวย คนแรกที่นึกถึงคือนางเอกมิวสิค "คนไม่หล่อ" ของ Acappela7


28. สัตว์ที่ชอบ
-
หมาป่า เท่ห์ดี เสือด้วย


29. สัตว์ที่ไม่ชอบ
-
แมลงสาปโดยเฉพาะขณะบิน


30. ดอกไม้ที่ชอบ
-
ซากุระมั้งนะ


31. ดอกไม้ที่ไม่ชอบ
-
ดาวเรือง ขยี้แล้วเหม็นโคตร แถมทำให้นึกถึงนักการเมือง


32. ฤดูที่ชอบ
-
ฝน


33. ฤดูที่ไม่ชอบ
-
ร้อน


34. สถานที่ที่อยากไปในเวลานี้
-
บ้าน กะลังอยู่อยู่พอดี


35. ประเทศที่อยากไปมากที่สุด
-
ญี่ปุ่นกับเนเธอร์แลนด์



หมวดเรื่องส่วนตัว (จะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณ)


36. ปกติใส่อะไรเวลานอน
-
เสื้อยืดขาวตราห่านคู่ กางเกงขาสั้น


37. ตื่นนอนเคยพับผ้าห่มรึเปล่า
-
พับตลอด ไม่พับจะกลับมานอนต่อ


38. ปกติใช้นิ้วไหนแคะขี้มูก
-
ชี้แหละ


39. กินข้าวหน้าคอม กับที่โต๊ะอาหาร อันไหนบ่อยกว่ากัน
-
หน้าคอม ก็ในห้องมีโต๊ะตัวเดียวนี่


40. ปกติโกน รึ ถอนขนรักแร้
-
ตัด...ประหลาดมะ แค่ยาวเกินแล้วรำคาญ...


41. เจาะหูกี่รู
-
ไม่เคยเจาะ


42. มีรอยสักตรงไหนรึเปล่า
-
ไม่มี


43. ใส่นาฬิกาข้อมือข้างไหน
-
ซ้าย


44. สไตล์การแต่งตัว
-
เรียบๆเชยๆลุงเรียกพี่ ใส่สีตามวัน


45. ชอบใส่รองเท้าอะไรเวลาออกจากบ้าน
-
ทำงานก็หนังดำหุ้มส้น วันหยุดก็แตะ สุดแสนจะคอมมอน


46. เรื่องหน้าแตกที่สุดในชีวิต
-
นึกไม่ออก

47. เคยเล็บเท้าหลุดไหม?
-
ไม่เคย


48. ใส่แหวนนิ้วไหนเอ่ย?
-
ไม่ใส่


49. ส่วนไหนที่คุณชอบมากที่สุดในตัวคุณ
-
หมายถึงนิสัยหรือร่างกายเนี่ย ถ้าร่างกายไม่มี ถ้านิสัยก็ชอบตรงไม่ยึดติดกับอะไรเลยยกเว้นการนอน


50.
แปรงฟันอย่างน้อยวันละกี่ครั้ง
- 2


51. ของรักของหวง
-
ไฟล์ในคอม


52. เคยมีแฟนรึเปล่า?
-
ไม่เคย เคยแต่แอบชอบเขาข้างเดียว


53. แล้วตอนนี้เค้าไปไหนแล้วล่ะ
-
แต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว


54. ลักษณะของผู้ชายในสเป๊ก
-
สุขุม ใจเย็น ใจดี พูดน้อย รับฟัง อบอุ่น


55. ลักษณะของผู้หญิงในสเป๊ก (กรณีผู้ชายตอบ)
-
ง่ายๆ สบายๆ ลุย ไม่คิดเล็กคิดน้อย แคร์คนรอบข้าง ทำอาหารเก่ง

 

หมวดของใช้

56. กลิ่นน้ำหอมที่ชอบ
- clinic happy
ที่สีส้มๆอะ แต่ไม่ได้ใช้หรอกนะ ขี้เกียจเพิ่มขั้นตอนในการแต่งตัวก่อนออกไปทำงาน แค่นี้ก็ขี้เกียจจะตายแหล่ว

57. ยี่ห้อแชมพู กับครีมนวดที่ใช้
- oriental princess daily shampoo
ใช้เพราะร้านตัดผมแนะนำด้วยความหวังดีว่าเราจะผมน้อยไปกว่านี้ แต่ก็น่าจะดีเพราะไม่มีน้ำหอม ไม่มีสี ไม่มีอะไรเลย ใช้แล้วรู้สึกเบาๆดีนะ ใช้สลับกับ clinic clear สูตรควบคุมความมันเพราะผมมันง่ายเหลือเกิน

58. ชนิดหรือยี่ห้อของแปรงสีฟัน
- systema
อย่างเดียวมาหลายปีละ

59. ยี่ห้อของยาสีฟัน
- colgate total
สลับ/ผสม กับดาร์ลี่ แล้วแต่อารมณ์

60. ยี่ห้อโฟมล้างหน้า
- Nutrogena
ขอบคุณจีซาว่าที่แนะนำ ใช้แล้วหน้าแห้งน้อยที่สุด ตั้งแต่เคยใช้มาทุกยี่ห้อ

61. ยี่ห้อครีมทาหน้า
- Johnson baby cream
เฉพาะวันที่อากาศเย็นหน้าลอกเป็นขุย

62. ใช้โน๊ตบุค รึ PC
-
โน๊ตบุ๊ค 2 PC 1

63. วอล์เปเปอร์หน้าจอเป็นรูปอะไร
- bliss.jpg default window xp
ชอบจริงๆวิวแบบนี้ อยากไปยืนสูดอากาศซักที ใครรู้ที่ไหนในประเทศไทยมีวิวงี้วานบอก

64. ยี่ห้อ-รุ่น-สี ของมือถือคุณ
- Panasonic
ฝาพับสีเงิน metalic รุ่นไม่รู้อะ

65. หน้าจอมือถือเป็นรูปอะไร
-
ตัวการ์ตูนอะไรซักอย่าง มีมาให้ในเครื่อง

66. เสียงเรียกเข้าเป็นเพลงอะไร
- melody
จาก Playonline

67. ยี่ห้อนาฬิกาข้อมือ
- Patek
ของเก๊ เพื่อนซื้อให้เป็นของขวัญ 6 ปีละ

68. ยี่ห้อกระเป๋าสตางค์
-
ปิแอร์ กาแดง 6 ปี+

69. ที่ห้อยมือถือเป็นรูปอะไร
-
ไม่มี

70. ยี่ห้อรองเท้าที่คุณใส่ประจำ
-
จำไม่ได้ละ พื้นรองเท้าก็เปลี่ยนไปแล้ว รองเท้าแตะของจีนแดง

หมวดเพ้อฝัน

71. ถ้าขอพรได้ 3 ข้อ จะขออะไร
-
ขอให้อายุหยุดที่ 30 เป็นอมตะ ไม่มีวันตายจนกว่าจะอยาก ไม่ต้องกินน้ำกินอาหารก็อยู่ได้ อยากอยู่จนเห็นจุดสิ้นสุดของโลก อยากเรียนทุกศาสตร์บนโลก ถ้ามีเวลาพอ :(

- ขอให้มีทรัพย์สินใช้สอยตามอัตภาพไปตลอดชีพ

- ขอให้ตายแล้วไปสู่นิพพาน ฮ่าๆ

72. ถ้าสามารถทำศัลยกรรมได้เพียง 1 อย่าง คุณอยากจะทำอะไร
-
ผ่าตัดทำล่ำ(ได้ซะที่ไหนล่ะเฟร้ย)

73. ถ้าเลือกได้ คุณจะเลือกให้ใครมาเป็นแฟนคุณ
-
ไม่กล้าเลือก สงสารเค้า

74. คนรวย กับ คนหล่อ-สวย คุณจะเลือก?
-
รวยและรักเรา

75. ถ้าให้คุณทำความเลวได้ 1 อย่างโดยไม่ติดคุก คุณจะ?
-
ทำให้โลกหายไปอย่างสงบ(?)

76. ถ้าสามารถย้ายไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งได้ คุณจะไปอยู่ที่ไหน
-
ถ้าไม่ติดเรื่องเงิน อยากมีบ้านที่ชนบทในญี่ปุ่นจัง (จินตนาการไว้ดีไปรึเปล่าไม่รู้)

77. ถ้าวันพรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงาน ไม่ต้องไปเรียน คุณจะใช้ 1 วันที่มีค่าของคุณทำอะไรบ้าง?
-
นอน กลิ้ง ซ้าย กลิ้ง ขวา กิน แล้วกลับมานอน

78. ถ้าเจอรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินไปกลับฮาวาย 2 ที่นั่งหล่นอยู่ คุณจะทำยังไงกับตั๋วนั่น?
-
ดูชื่อบนตั๋ว ถ้าพอติดต่อได้ก็ส่งคืน ถ้าติดต่อไม่ไหวก็โยนทิ้ง ตั๋วเครื่องบิน จะเปลี่ยนมือกันง่ายๆได้ซะที่ไหน

79. ถ้านักร้องที่คุณชอบมากๆ มาขอหลบแฟนคลับในบ้านคุณ คุณจะ?
-
ต้อนรับขับสู้ ตามอัตภาพ

80. ถ้าตื่นมาแล้วกลายเป็นอีกเพศหนึ่ง สิ่งแรกที่คุณจะทำก็คือ?
-
นอนต่อ คิดว่ายังไม่ตื่น


หมวดนิสัยใจคอ

81. นิสัยส่วนตัวของคุณ
-
เฉยๆ ขี้เกียจ

82. ส่วนที่ดีของนิสัยคุณ

- ไม่อยากได้อะไรเป็นพิเศษ ไม่ค่อยยึดติดกับอะไร

83. ส่วนที่แย่ของนิสัยคุณ
-
ขี้เกียจไง

84. นิสัยเสียที่แก้ไม่หายซักที
-
ก็ขี้เกียจน่ะแหละ

85. เวลาทำสิ่งที่ยากไม่ได้ อารมณ์ของคุณจะเป็นประมาณไหน
-
ต้องลองต่อไป ยังไงมันต้องมีการพัฒนาขึ้นบ้างสิน่า

86. เวลาที่มีคนนินทาให้คุณได้ยิน คุณจะ?
-
เข้าไปขอโทษ ต่อไปจะปรับปรุงตัวในเรื่องที่ว่า

87.ถ้ามีคนมาท้าคุณต่อยโดยที่คุณไม่ผิด คุณจะต่อยกับเขาไหม?
-
ไม่ล่ะ คุยกันดีๆละกัน มันเรื่องอะไร

88. ถ้ามีคนมากวนใจคุณล่ะ?
-
ไล่กลับบ้าน ไม่ก็หนีกลับบ้าน

89. แล้วถ้ามีคนมาด่าคุณต่อหน้าคนอื่น โดยที่คุณไม่ได้เป็นอย่างที่เค้าว่าล่ะ?
-
นึกภาพไม่ออก คงจะถามว่าจำคนผิดรึเปล่า?

90. ถ้ามีลูกสุนัขตัวเล็กๆมากัดขาคุณ คุณจะ?
-
ถ้าสะอาดก็อุ้มมาดูเล่น แล้วปล่อยไป ถ้าสกปรกก็เดินหนี


หมวดความรัก

91. ความรักในความหมายของคุณคือ?
- It's a game of give and take (You can't hurry love)

92. คุณเชื่อในรักแรกพบมั๊ย?
-
คิดว่าเป็นสัญชาติญาณทางเพศมั้ง

93. ถ้าคุณเจอคนที่คุณชอบมากๆอยู่ตรงหน้า คุณจะทำยังไง?
-
เก็บไปฝันถึงละกัน

94. ถ้าคุณรักใครสักคน คุณจะบอกกับเขาไหม?
-
ถ้าชอบจริงๆ ก็น่าจะลองบอกดู พอดียังไม่มี

95. วิธีการบอกความรักของคุณคือ?
-
น่าจะเป็นจดหมาย

96. คุณเป็นคนเจ้าชู้รึเปล่า?
-
ไม่เคยมีใครเลย จะเจ้าชู้ได้อย่างไร

97. ชอบให้คนมาหึงไหม?
-
ก็น่าปลื้มดีออกนะ เผอิญไม่เคยมี

98. แล้วถ้าแฟนมาทำท่าหึงหรืองอนใส่คุณล่ะ?
-
ก็ดี แสดงว่าเค้ารักเราไง คุยกันดีๆก็แล้วกัน

99. สถานที่ที่คุณอยากให้เขาพาไปเดท
-
ริมทะเล หาดสวยๆมั้ง

100. ความรักในมุมมองของคุณ
-
นั่นแหละ It's a game of give and take อาจจะเว้นความรักของแม่ต่อลูกไว้แค่นั้น

=============================================

ไม่ส่งต่อแล้วนะ ความชั่วร้ายนี้(ที่กินเวลาอันมีค่าของทุกๆคนไปเป็นชั่วโมง)ให้มันจบลงที่ผมนี่แหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

edit @ 14 Jan 2008 14:10:43 by Dr.Cid