เซลีนาเรีย...
น่าแปลก... ทั้งๆที่ข้าไม่ได้รู้จักกับนางเป็นพิเศษ... ทั้งๆที่ข้าเองก็มีเพื่อนที่สนิทสนมกันมากกว่านางหลายคน... แต่นางกลับเป็นคนแรกที่ข้าระลึกถึง...
ทำไม? ใช่... ท่านต้องถาม... ท่านคงจะรู้จักข้า ซิดัส พาลาดินที่วันๆเอาแต่นั่งกินลมอยู่บนยอดฮันเตอร์ไรซ์แห่งธันเดอร์บลัฟ รอประตูเวทเปิดอ้ารับเข้าไปสู่สนามรบตามนัดหมาย และวนเวียนต่อสู้อยู่ในนั้น นัดแล้ว นัดเล่า... เปล่าเลย ข้าไม่ได้กระหายเลือดขนาดนั้น ถ้าไม่เชื่อลองมาดูฆ้อนทองของข้า มันยังเงางามสดใส ไร้รอยบุบบี้หรือคราบโลหิต สิ่งที่ข้าทำก็เพียงแค่ร่ายเวทย์รักษา รักษา และรักษา... ให้เหล่าเพื่อนร่วมรบของข้าฟื้นตัวและสามารถเอาเลือดชั่วของไอ้พวกพันธมิตรที่โง่เง่า เย่อหยิ่ง และสำคัญตนผิดเหล่านั้นมาละเลงพื้นให้แดงฉาน... อา...ข้าต้องขออภัย... หากพูดถึงเรื่องพวกพันธมิตรครั้งใด ข้ามักจะลืมตัวเช่นนี้ประจำ... กลับเข้าเรื่องดีกว่า... ท่านอาจรู้...หรืออาจไม่รู้ ว่าก่อนหน้าที่ข้าจะมาเป็นพาลาดิน ข้าเคยบวชเป็นพระมาก่อน... ใช่แล้ว... ในยุคแห่งสงครามอันดุเดือดของอาร์เซรอธนี้ แม้แต่พระก็ต้องเข้าร่วมสงคราม ข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเราไปเพียงเพื่อรักษาคนเจ็บ แต่เจ้าพวกพันธมิตรโฉดชั่วไม่เคยมีความปราณีอยู่ในจิตใจ... อะไรนะ?... ก็แค่...แค่ลบเวทสนับสนุนของพวกมัน ไม่ได้ทำให้เกิดบาดแผลอะไรซักนิด... หา?... อะไรกัน กะอีแค่เผามาน่าของพวกมันนิดๆหน่อยๆ ไม่เห็นจะได้เจ็บตัวอะไรมากมาย... เอาเถอะน่า...อย่าคิดเล็กคิดน้อยสิ... นั่นแหละ...เพราะความใจบาปหยาบช้าของพวกมัน ทำให้ไอ้พวกพันธมิตรชั่วจ้องหมายหัวพระอย่างข้าก่อนคนอื่นเสมอ การป้องกันตัวของพวกข้าก็มีแค่ยกโล่ศักดิ์สิทธิ์บางๆ ชนิดที่ว่าอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วลมหายใจก็แตกสลาย ข้าถูกไล่ฆ่าราวกับหมูกับหมา จนข้าต้องนึกตัดพ้อต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมอๆว่าเหตุใดผู้มีศรัทธาและรับใช้พระองค์จึงได้อ่อนแอเพียงนี้ หลายครั้งข้านึกอิจฉาเหล่านักรบอัศวินที่กำบังกายอยู่ภายใต้เกราะเหล็กกล้าและโล่หนา นึกอิจฉาพวกพ่อมดที่สามารถหายตัวไปยังที่ไกลๆในพริบตาเพื่อหลบหลีกคมหอกคมดาบ นึกอิจฉาพวกดรูอิดที่แปลงกายเป็นหมูหมากาไก่วิ่งหากจุกเอาตัวรอดได้ นึกอิจฉาพวกโจรที่ล่องหนหายตัวไปได้เมื่อจวนตัว นึกอิจฉาพวกวอร์ล็อคที่...เอ่อ...ไม่...ข้าไม่ควรริษยาในความสามารถที่ได้จากการขายวิญญาณสาบานชีวิตให้ความมืดอย่างพวกมัน... เอาเถอะ...
แล้ววันนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับทุกศึกที่ผ่านมา... ขณะที่ข้ากำลังรักษาแผลให้สหายศึกอยู่นั้น จู่ๆนักรบชาวมนุษย์คนหนึ่งมันก็พุ่งมาจากที่ไหนไม่รู้เข้าใส่ข้าอย่างเต็มแรงจนข้าจุก พอตั้งตัวได้กำลังจะวิ่งหนี มันก็ฟันดาบเฉือนเอ็นขาของข้า ข้าพยายามยกโล่แสงขึ้นป้องกันแต่มันก็ฟาดขวานใส่จนแตกกระจายในชั่วอึดใจ ข้าพยายามกระเสือกกระสนลากขาวิ่งหนี พยายามใช้คาถาฟื้นตัวกับตัวเอง แต่เจ้านักรบใจทมิฬก็กระหน่ำฟาดขวานยักษ์ของมันใส่ข้าไม่หยุด ข้ากัดฟันร่ายคาถารักษาขั้นสูง แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด... เสี้ยววินาทีก่อนที่ข้าจะร่ายคาถาจบ ไนท์เอลฟ์โจรชั่วก็โผล่ออกมาเตะเข้าที่ท้องข้าจนจุก แล้วพวกมันทั้งคู่ก็ระดมฟันแทงข้าอย่างเมามัน ข้ารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายร่ายคาถาภาพหลอน เพื่อทำให้ศัตรูเห็นภาพสิ่งที่ตนหวาดกลัวในจิตใจจนขวัญเสีย ซึ่งน่าจะพอซื้อเวลาให้ข้ารักษาแผลที่ขาแล้ววิ่งหนีไปได้ หลังจากร่ายคาถาสั้นบทนั้น ข้าก็เงยหน้าขึ้นทั้งที่สองมือยังไขว้กันอยู่บนหัว หวังที่จะได้เห็นพวกมันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไป แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้ข้าได้รู้จักกับคำว่า “สิ้นหวัง” อย่างแท้จริง... พวกมันยังอยู่ตรงนั้น แสยะยิ้มให้ข้าอย่างเลือดเย็น ภาพในตอนนั้นยังคงติดตา... ข้าเห็นเจ้านักรบในตอนนั้นหน้าตาของมันแดงก่ำ เส้นเลือดที่คอและขมับปูดโปน ตาเบิกแทบจะถลนออกจากเบ้า ส่วนเจ้าโจรโฉดนั้นเหมือนมีผ้าคลุมกายสีหม่นสวมทับร่างของมันอยู่... ข้าไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงแค่หลับตา... รอรับความตายเมื่อคมขวานกำลังเหวี่ยงตรงเข้าหาลำคอของข้า...
แคร้ง!!
...ข้าได้ยินเสียงของแข็งกระทบกับอะไรบางอย่าง... ก่อนจะค่อยๆหรี่ตาขึ้นมอง... มือข้างหนึ่งลดลงมาคลำลำคอว่ายังมีหัวอยู่บนนั้นหรือเปล่า...
แล้วข้าก็ได้พบว่าตนเองถูกห้อมล้อมด้วยโล่แสงสีขาว ซึ่งดูหนาแน่น และยิ่งใหญ่กว่าโล่แสงกระจิดริดของข้ามากมายนัก... และถัดไปเพียงช่วงตัวเดียว เจ้านักรบและโจรโฉดเมื่อครู่ก็ยังคงพยายามกระหน่ำฟันแทงโล่แสงดังกล่าวอย่างไม่ลดละ แต่ก็ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับมันได้เลยแม้แต่น้อย
ก่อนที่ข้าจะได้ทันคิดหาต้นตอว่าไอ้โล่แสงที่มาช่วยชีวิตข้าไว้นี้มันมาจากไหน แสงสว่างอันเจิดจ้าก็อาบร่างข้าเข้าอย่างจัง ด้วยสัมผัสที่คุ้นเคย ข้ารู้ได้ทันทีว่านี่คือเวทรักษา แต่ต่างไปจากของนักบวช... มันเจิดจ้า...และทรงพลังกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพียงชั่วพริบตาบาดแผลที่ท่วมตัวของข้าก็กลับไปหายดีดังเดิม ขณะที่ข้ากำลังหันรีหันขวางหาตัวผู้มาช่วยชีวิตเอาไว้นั้น เงาร่างเล็กก็กระโดดข้ามหัวข้ามาจากด้านหลัง หวดค้อนประกายแสงเข้ากลางกบาลของเจ้าโจรโฉดที่กำลังง่วนอยู่กับเกราะแสงที่ป้องกันข้าอยู่จนหมดสติ ข้าจึงได้เห็นนาง... นางเป็นบลัดเอลฟ์เช่นข้า ใบหน้าแม้ไม่สวยเลิศแต่ก็จัดว่ารูปงาม นางอยู่ในชุดเกราะเหล็กเข้ารูปที่ไม่น่าเชื่อว่าเอลฟ์ร่างเล็กอย่างนางจะสวมใส่ไหว แต่การเคลื่อนไหวของนางก็ดูคล่องตัว และที่โดดเด่นคือสายตาอันเด็ดเดี่ยวที่จับจ้องไปยังเจ้านักรบซึ่งบัดนี้หันไปแยกเขี้ยวใส่นาง ก่อนที่นางจะปรายตามายังข้าแล้วส่งสายตาพร้อมกับกรายใบหน้าไปด้านข้างเล็กน้อยเป็นเชิงส่งสัญญาณว่าให้ข้าหนีไป
เจ้านักรบบ้าเลือดดูเหมือนจะสังเกตสัญญาณนั้นได้ จึงหันขวับกลับมาทางข้าด้วยสายตาอาฆาตยิ่ง แต่พริบตานั้นลำแสงจากพาลาดินสาวก็สาดวูบเฉียดใบหน้าของมันจนเลือดไหลโชกจากแก้ม เจ้านักรบคำรามอย่างดุร้ายก่อนจะพุ่งเข้าใส่เธอในพริบตาเหมือนที่ทำกับข้า ข้าพยายามจะร้องเตือนแต่สายไป มันเล่นไม้เดียวกับที่ทำกับข้า เล่นงานเข้าที่ขาของนาง ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างสะใจ แต่มันก็ต้องเดือดดาลยิ่งขึ้นอีกเมื่อประสานสายตาขึ้นไปพบกับสีหน้าเรียบเฉยของนาง ที่แปรเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มราวกับหยอกเล่นกับเด็กน้อย
“...ฟรีดอม” ข้าได้ยินเสียงแผ่วๆของพาลาดินสาว พลันก็มีวงเวทสีแดงเปล่งประกายหมุนวนขึ้นที่ใต้ขาของนาง บาดแผลที่ขาหายไปเป็นปลิดทิ้ง ช่วยให้นางขยับตัวอย่างคล่องแคล่ว ทั้งเคลื่อนตัวหนี ยกโล่กำบัง และสะบัดดาบปัดป้อง การโจมตีจากเจ้านักรบบ้าอย่างง่ายดาย แน่นอนว่าการโจมตีย่อมมีถูกตัวของนางบ้าง แต่เวทรักษาของพาลาดินนั้นร่ายสั้นและทรงพลัง ตลอดจนแทบจะเรียกว่าใช้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะกินพลังเวทของผู้ร่ายน้อยมาก ขณะที่ข้ากำลังทึ่งอยู่นั้นเอง ลำแขนใหญ่ก็รวบคอข้าไว้จากด้านหลังอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว เป็นเจ้าไนท์เอลฟ์โจรถ่อยนั่นเองที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากฆ้อนแสงเมื่อครู่ มันรวบแขนข้าบิดไปด้านหลังจนข้าต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วเอามีดสั้นจ่อคอข้าไว้ทันที เป็นจังหวะที่นางผู้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้แล้วหนหนึ่งหันกลับมาพบเข้าพอดี เจ้าโจรโฉดตะโกนอะไรบางอย่างใส่นางฟังไม่ได้ศัพท์ ว่าแล้วก็กระชับมีดเข้าที่คอข้าทำนองว่าจะใช้ข้าเป็นตัวประกัน ข้าได้แต่เสียใจที่ไม่รีบหนีไปทั้งที่มีโอกาสที่นางได้หยิบยื่นให้ ซ้ำร้ายกลับต้องกลับมาเป็นภาระของนางเข้าอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ก่อนที่ข้าจะได้เอ่ยปากอะไรออกมา นางก็เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อนทั้งที่กำลังยกด้ามฆ้อนขึ้นขัดดาบของเจ้านักรบนั่น
"เชื่อใจข้า... แซคคริไฟซ์..." นางเปล่งเสียงแผ่วเบา พลันก็มีประกายแสงสีแดงวาบขึ้นบนร่างของข้าชั่วอึดใจก่อนมันจะจางหายไป ว่าแล้วนางสะบัดฆ้อนปัดดาบของคู่ต่อสู้จนเซผงะแล้วฟาดด้วยฆ้อนแสงจนอีกฝ่ายมึนเซไปชั่วขณะ ฉวยโอกาสนั้นเองพุ่งตัวเข้ามาหาข้า เจ้าโจรโฉดดูจะโกรธมากกับท่าทีไม่ยี่หระของนางต่อการใช้ตัวประกัน จึงกดคมมีดเข้าที่คอของข้าทันที
ฉัวะ...
สิ้นเสียงคมโลหะแทรกเนื้อ...เลือดสีแดงก็สาดเป็นสาย... แต่ไม่ใช่จากคอของข้า... กลับเป็นคอของนาง... ทั้งข้าและเจ้าโจรต่างตะลึงค้าง กรามห้อยจนไม่รู้ว่าสีหน้าของตนเองตอนนั้นเป็นอย่างไร แต่แล้วเจ้าโจรก็ยังคงไม่ลดละ กระหน่ำแทงไปบนร่างของข้าอย่างบ้าคลั่ง ข้ารู้สึกเจ็บมากอยู่เหมือนกัน แต่บาดแผลที่ได้รับกลับเป็นแค่รอยขีดข่วนเล็กน้อย ในขณะที่ข้าเริ่มมองเห็นเลือดสดหยดออกมาจากรอยต่อของชุดเกราะของพาลาดินสาวที่อยู่ตรงหน้าข้า นางวิ่งเข้ามาถึงตัวแล้วหวดฆ้อนใส่เจ้าโจรที่กระโดดหนีวูบไปด้านหลัง ปล่อยตัวข้าให้เป็นอิสระอย่างง่ายดายด้วยความงุนงงระคนตื่นตกใจ ตอนนี้ข้าจึงได้เห็นชัดๆว่าระหว่างรอยต่อเกราะของนางมีเลือดกรังออกมาเต็มไปหมด
"ทะ...ท่าน....ละ...เลือด...เลือด..." ข้าชี้ให้นางดูสภาพตัวเองด้วยเสียงสั่นระริก ทั้งๆที่ข้าเองก็คุ้นเคยกับแผลฉกรรจ์อยู่ไม่น้อย แต่ไอ้บาดแผลลึกลับของนางที่เกิดจากการที่ข้าถูกแทงมันก็ทำให้ข้าอดที่จะอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้ แต่ไม่ทันที่ข้าจะตั้งสติรักษาบาดแผลให้นาง เงาทมึนของเจ้านักรบก็โผล่ขึ้นมาจากด้านหลัง เงื้อขวานขึ้นสูงพร้อมที่จะบั่นลงมาได้ทันที
แคร้ง!!
เหมือนโลกจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ... ข้าเห็นขวานของเจ้านักรบบ้าเลือดกระเด็นหลุดมือปลิวไปด้านหลัง แสงสว่างที่เจิดจ้าโอบล้อมร่างบอบบาง(ใต้เกราะเหล็ก)ของนางไว้ได้ทันในชั่วเสี้ยววินาทีวิกฤต พร้อมๆกับเลือดจากบาดแผลที่หยุดไหล ว่าแล้วบลัดเอลฟ์สาวก็ลงมือร่ายเวทย์รักษาตนเองอย่างใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจบาดแผลทั่วร่างของนางก็หายสนิท เจ้าฝ่ายพันธมิตรทั้งสองตัวคำรามอย่างคับแค้นเมื่อเห็นนางกระดิกนิ้วใส่เป็นเชิงว่าพร้อมให้เข้ามาสู้กันอีกรอบ แต่ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าม้าจากกำลังเสริมของพวกเราก็ดังกระหึ่มใกล้เข้ามา พวกมันสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะจำใจถอยร่นหนีไปโดยดุษฎี
ข้ามารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กำลังหนุนอยู่รายล้อมเต็มไปหมด จึงได้สำนึกว่าตลอดเวลาที่นางกำลังดวลดาบ(อันที่จริงคงเป็นฆ้อน) ข้าไม่ได้ช่วยนางต่อสู้เลย เนื่องจากกำลังอึ้งและทึ่ง... ก็ข้าไม่เคยได้เห็นการต่อสู้ของพาลาดินชัดๆแบบนี้เลยนี่นา... อันที่จริงข้าไม่เคยได้สนใจพวกพาลาดินเลยด้วยซ้ำ... คิดจบข้าก็ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อนและความโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้
“ยืนไหวไหม” นางเดินเข้ามาใกล้พลางยื่นมือให้ข้า ข้ายิ้ม...อายๆ... แล้วยันตัวลุกขึ้นเองโดยไม่ได้จับมือนาง ก่อนจะโค้งศีรษะเป็นการขอบคุณ
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า ข้าซิดัส หากไม่รังเกียจข้าขอทราบนามผู้ช่วยชิวิตข้าได้หรือไม่” ข้าเอ่ยปากถามเบาๆพลางเกาหัวแก้เก้อ แต่แล้วสายตาก็ไปชะงักอยู่ที่เสื้อคลุมสัญลักษณ์กิลด์ของนาง เช่นที่นางกำลังจ้องที่เสื้อคลุมของข้า... แล้วเราทั้งคู่ก็เริ่มหัวเราะพร้อมๆกัน
“ข้าชื่อเซลินาเรีย ไม่ยักรู้ว่าเจ้าก็อยู่ในกิลด์เดียวกันด้วย” นางว่า แล้วก็ยื่นมือมาให้ข้าอีกครั้ง
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ข้าก็เช่นกัน” ข้ายิ้มตอบ ไม่ลังเลที่จะสัมผัสมือเล็กใต้ผิวโลหะเป็นครั้งที่สอง
แล้วเราก็ได้รู้จักกันตั้งแต่ครั้งนั้น จริงๆอาจจะเป็นเพราะข้าเคยเอาแต่หน้ามืดตามัวกับการศึกษาเวทมนตร์ หรือมัวแต่สวดอ้อนวอนพระเจ้าขอให้นักบวชของพระองค์แข็งแกร่งขึ้นก็แล้วแต่ ข้าถึงเพิ่งได้สังเกตว่าจริงๆแล้วเคลีนาเรียเป็นคนที่”เป็นที่นิยม” ของสมาชิกในกิลด์เป็นอย่างมาก นางไม่เคยปฏิเสธเมื่อได้รับคำขอร้องให้ไปช่วยธุระปะปังของใครต่อใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้ใช้เวทรักษามีจำนวนน้อยมาก(ในขณะนั้น) ทำให้นางแทบจะถูกจองตัวตลอดทั้งวัน ครั้นมีสมบัติมาแบ่งกันนางก็มักจะหลีกทางให้ผู้อื่นที่ต้องการคว้าเอาไปก่อนเสมอๆ ข้าเองก็หลงใหลชื่นชมในความแข็งแกร่งและอ่อนโยนของนาง จนที่สุดในวันหนึ่งเมื่อได้มีโอกาสได้อยู่กับนางสองต่อสองยามพลบค่ำบนเนินเขาเล็กๆในแนแกรนด์ ข้าก็ตัดสินใจ...
“เซลี่... ข้ามีเรื่อง...เอ่อ...อยากจะบอก...” ข้าพยายามรวบรวมความกล้าสบตานาง แต่แสงจากอาทิตย์อัสดงที่ฉายไล้ใบหน้าสคราญที่หันกลับมาทางข้าก็ยิ่งทำให้หัวใจของข้ามันหายไปอยู่ต่ำกว่าตาตุ่ม
“ข้า....เอ่อ...”
“หือ?” เซลินาเรียยกเสียงสงสัย ใบหน้าระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้า...ข้า... ข้าอยากแข็งแกร่งเหมือนเจ้า! ข้าจะไปเป็นพาลาดิน!” ข้ากัดฟันตะโกนออกไป ตาหลับแน่น หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ทิ้งให้บลัดเอลฟ์สาวตะลึงค้างนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มน้อยๆแล้วถอนหายใจ(โล่งอก?) นางลุกขึ้นแล้วหันมาตบที่ไหล่ของข้าเบาๆก่อนจะกระซิบว่า
“พยายามเข้านะ ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของข้าในการเบนเข็มมาสู่การเป็นพาลาดิน ตอนนี้ข้าเชื่อว่าข้าก็มีฝีมือพอควรแล้ว... ถ้าเพียงนางได้อยู่เห็น...
แต่ทว่านางไม่อยู่แล้ว...
นางเริ่มป่วยเมื่อสองเดือนก่อน... ป่วยหนัก...หนักมาก... แต่กระนั้นก็ยังฝืนใจไปร่วมฝ่าดงมอนสเตอร์ด้วยกันถ้าพอจะทำได้ บ่อยครั้งนางตอบสนองช้าหลายวินาทีในขณะร่ายเวทย์ หลายครั้งนางเป็นลมวูบไประหว่างการต่อสู้ จนเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน นางก็กล่าวคำอำลากับเพื่อนทุกๆคนในกิลด์ เนื่องจากนางคิดว่าสภาพร่างกายของนางในตอนนี้ คงรังแต่จะเป็นภาระของกิลด์ แน่นอน ทุกคนไม่อยากให้นางไป ข้าเห็นนักรบทอเรนคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนางที่เป็นคู่หูร่วมประลองในอารีนาด้วยกันมาเสมอถึงกับแอบไปหลั่งน้ำตา...
“ไม่เป็นไรหรอก พวกเรายังมีผู้ใช้เวทย์รักษาอีกมากมาย” นางผายมือไปในกิลด์ พูดคำพูดติดปากที่ใช้ปลอบเพื่อนในกิลด์อยู่ประจำในช่วงหลังๆมานี้ แต่ทุกคนก็รู้ดีแก่ใจ ว่าไม่มีใครมาแทนที่เซลีนาเรียได้
“แล้วข้าจะกลับมา” นางจากไปพร้อมรอยยิ้มและคำพูดสุดท้าย
ข้าไม่รู้หรอกว่านางจะกลับมาเมื่อไหร่ หรือนางจะกลับมาไหม สถานการณ์ในตอนนี้ช่างมืดมัว สิ่งที่ข้าทำได้ ก็คงเพียงแค่พยายามบันทึกความทรงจำดีๆต่อเพื่อนๆของข้าเหล่านี้ไว้เท่าที่จะทำได้เท่านั้น
.....................................................................
ตอนต่อไป (ว่าจะเอา)ชิฟและโครากาห์
อยากได้ความเห็น: ใช้วอริเออร์หรือนักรบดีหนอ, ใช้คำว่าฮีลเลอร์จะแปลกๆไหมหนอ
edit @ 21 Jan 2008 19:18:45 by Dr.Cid
edit @ 26 Jan 2008 16:12:53 by Dr.Cid