2008/May/24

ดึงศัตรูให้ยังไงให้มันวิ่งมาตบข้ายะ

ก็เจ้าตัวหลังมันเอาแต่ร่ายมนตร์ไม่ยอมเข้ามาในวงประทับอัสนีของข้านี่นา ข้าขอโทษก็แล้วกัน

ปล่อยให้ข้าโดนไล่แทงอยู่ตั้งนาน ใช้โล่ศักดิ์สิทธิ์จนหมดฤทธิ์ก็ยังไม่มาช่วย เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆเลย!

นี่แม่คุณ

เออ...พอซะทีเถอะ... ถ้าพักฟื้นรักษาแผลหายกันดีแล้วก็เดินทางกันต่อก่อนดีไหม

ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ข้าต้องคอยห้ามศึกระหว่าง ชิฟ เจ้าออร์คเขียวนักรบพ่อลูกอ่อนที่ข้าเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ กับ คานารี พาลาดินบลัดเอลฟ์สาว มันอาจจะเป็นความผิดของข้าเองที่ไปขอให้สองคนนี้มาออกผจญภัยร่วมกันทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าทั้งคู่มีเรื่องระหองระแหงกันมาตลอด อย่างไรก็ตามด้วยความที่ตระหนักดีว่าทั้งคู่ก็มีฝีมือจัดเจนในสายอาชีพของตน ทำให้ข้าแสร้งทำเป็นลืมเรื่องนั้นไปเสีย แต่มาจนถึงตอนนี้ข้าก็ชักจะเริ่มหวั่นใจว่าข้าคงคิดผิดไปเสียแล้วกระมัง...

"นี่ถ้าไม่ใช่ว่าซิดัสชวนล่ะก็ ข้าไม่มีทางมารักษาแผลให้เจ้าแน่" เสียงคานารีเริ่มต่ออีกยก

"อย่างกับข้าอยากให้เจ้ามารักษาให้นักนี่ ข้าพันแผลเอาเองยังจะดีซะกว่า" เจ้าออร์คโต้กลับ

"ถ้าเจ้าสู้ไปพันแผลไปเองได้ละก็เอาเลย ข้าจะคอยดูซิว่ามันจะช่วยเจ้าได้เหมือนข้ารักษาไหม"

"อย่างน้อยผ้าพันแผลมันก็ไม่พูดมากเหมือนเจ้าก็แล้วกัน"

ได้ผลชะงัด... ทันทีเจ้าออร์คปากไม่มีหูรูดปล่อยประโยคอุกอาจนั้นออกไป ค้อนของพาลาดินสาวก็ฟาดลงกลางกบาลของมันทันที ไอ้จะเจ็บนั้นคงไม่เท่าไหร่หรอก เพราะหญิงสาวร่างบอบบางแถมยังเป็นพาลาดินสายรักษาคงไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากมายอะไรนัก แถมพวกออร์คมันยังกะโหลกหนาทนต่อแรงกระแทกที่หัวได้เป็นพิเศษ แต่ที่น่ากลัวคงจะเป็นอารมณ์ขาดผึงของคานารีเสียมากกว่า

"ข้าจะกลับล่ะ! ท่านดูแลมันต่อไปเองก็แล้วกันนะซิดัส!"

"ดะ...เดี๋ยวก่อนคานา..." ไม่ทันที่ข้าจะเรียกจบคำ เจ้าหล่อนก็สะบัดหินเวทมนตร์วาดไปด้านหน้า แสงสีเขียวเรืองสว่างวาบขึ้นชั่วครู่ จากนั้นร่างของพาลาดินสาวก็หายไปในพริบตา

"...รี..." ข้าได้แต่ยกมือค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนจะถอนหายใจยาวๆออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

"เฮอะ กลับไปซะได้ก็ดี" เสียงเจ้าออร์คฟืดฟาดแว่วมาจากด้านหลัง ทำให้ข้าที่กำลังยืนคอตกหันขวับไปหา

"ดีกับผีน่ะสิ! แล้วการเดินทางของเราก็ต้องล่มเพราะเจ้ามันปากมากนี่ล่ะ" ข้าตวาดพลางจิ้มนิ้วลงไปบนอกของมันแรงๆ

"เออสิ! มันความผิดข้าทั้งนั้นแหละ! ข้าทำอะไรก็ผิดไปหมดอยู่แล้วนี่!" เจ้าออร์คสวนกลับเสียงดัง "ไม่ต้องมาทำตาเขียวใส่ข้า! ถ้าเจ้าไม่พอใจ ข้าก็จะกลับล่ะ!"

"ไอ้บ้านี่... เจ้าเองไม่ใช่เรอะที่ตอแยบอกข้าว่าอยากมาสำรวจที่นี่! ส่วนไอ้ตาของข้ามันก็เขียวอย่างนี้มานานแล้วว้อย!" ข้าตะโกนเคืองๆ ไม่แน่ใจว่าเจ้าชิฟมันแค่เล่นสำนวนหรือตั้งใจจะล้อปมด้อยของบลัดเอลฟ์ อย่างไรก็ตามข้าก็เข้าใจดีว่าครั้นจะมาโมโหโกรธากันตอนนี้ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงสูดหายใจลึกก่อนจะพูดต่อเบาๆ

"ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าผิดหรอก แล้วคานารีก็ไม่ได้ผิดด้วย แต่เจ้าน่ะ จะพูดอะไรก็นึกถึงใจคนอื่นบ้างสิ ยิ่งกับผู้หญิงน่ะ จะไปพูดจาผ่าซากอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า"

เจ้าออร์คได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้า มันเงียบไปพักหนึ่งจนข้าไม่แน่ใจว่าพูดอะไรแรงเกินไปหรือเปล่า

"...นึกถึงใจคนอื่นหรือ ซิดัส... แล้วคนอื่นล่ะ นึกถึงใจข้าบ้างหรือเปล่า" เจ้าออร์คว่าเสียงเรียบก่อนจะเงยหน้าขึ้น ข้านึกว่ามันจะทำหน้าบูดเหมือนทุกที แต่ครั้งนี้มันกลับยิ้ม ยิ้มเหมือนจะหัวเราะกับตัวเอง แต่นั่นทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย

...นั่นสินะ... จริงๆข้าก็รู้อยู่หรอก เจ้าออร์คมันมีลูกเล็กต้องดูแลสองคน แถมยังต้องทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวตัวเป็นเกลียว กว่าจะปลีกตัวออกมาผจญภัยกับเพื่อนก็ลำบากแทบแย่ หนำซ้ำยังเป็นคนหนึ่งในน้อยคนที่กล้าออกปากรวบรวมคนเพื่อการเดินทางใหญ่ของกิลด์ ต้องเป็นหนังหน้าไฟพูดคุยต่อรองกับคนโน้นคนนี้มากมาย ทำให้มันดูเหมือนจะมีเรื่องกับเขาไปทั่วในบางครั้ง แล้วยังต้องมาเจอกับปัญหาน่าเหนื่อยหน่ายใจอย่างนี้อีก... แต่ก็นั่นแหละนะ... บางครั้ง... ไม่สิ... หลายๆครั้ง... ปากของมันก็หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ...

"ข้าขอโทษนะ ซิดัส... ข้าจะกลับล่ะ" ชิฟมันว่าอ่อยๆ ก่อนจะหยิบศิลาคืนที่กลับมาใช้บ้าง ข้าอยากจะร้องปรามแต่ก็รู้ว่าคงเปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียการเดินทางครั้งนี้มันก็จบลงตั้งแต่คานารีโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับไปแล้ว จึงได้แต่ยืนมองดูแสงสีเขียวที่เรืองรองขึ้นจนร่างของเจ้าออร์คหายวับไป

...แล้วข้าจะบอกกิลด์มาสเตอร์ว่าอย่างไรดีล่ะทีนี้...

...................................

ข้ายืนลังเลอยู่หน้าตึกของกิลด์ในซิลเวอร์มูนอยู่พักใหญ่ ปกติแล้วเมื่อสิ้นสุดการเดินทางหรือการออกผจญภัยทุกครั้ง จะมีการรายงานผลการสำรวจและแจกแจงสมบัติที่ได้รับให้กับกิลด์มาสเตอร์หรือนายทะเบียนของกิลด์ตามความเหมาะสม และคงเป็นความซวยที่การเดินทางซึ่งล้มเหลวครั้งแรกของข้า ตรงกับช่วงที่กิลด์มาสเตอร์อยู่รับรายงานด้วยตนเองพอดิบพอดี

เมื่อคิดว่าจะมายืนกลุ้มอยู่ต่อไปก็คงไม่ได้อะไร ข้าก็ตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปในตึกสมาคม เสมียนคนหนึ่งบอกข้าว่ากิลด์มาสเตอร์อยู่ในห้องพักผ่อนด้านบน ข้าจึงเดินขึ้นบันไดเวียนไปจนถึงหน้าประตูห้องหรูหรานั้น

ยังไม่ทันที่ข้าจะเคาะประตู บานไม้ใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับร่างหนายักษ์ร่างหนึ่งที่โผล่พรวดออกมากระแทกหน้าข้าจนเซผงะไปด้านหลัง

"ถอยไป เอลฟ์"

เสียงกระโชกห้วนดังขึ้นจากเงาทมึนที่ยืนขวางประตูอยู่ เมื่อข้าเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นเจ้า 'โคราการ์' ออร์คอีกตัวหนึ่งในกิลด์นั่นเอง

"มีมารยาทเสียบ้างสิ ผลักประตูโครมออกมาชนข้า คำขอโทษยังไม่มี แล้วยังมาตวาดให้ข้าหลีกทางอีกอย่างนั้นรึ!" ตามปกติข้าคงไม่พูดจาเอาเรื่องแบบนี้ แต่คงเพราะข้าหงุดหงิดอยู่เป็นทุนเดิม จึงว่าออกไปดังๆพลางสืบเท้ายืนขวางประจันหน้ากับเจ้าออร์คอย่างฉุนเฉียว

"เจ้ามันเซ่อเองที่มายืนขวางประตู จะบอกว่าเป็นความผิดข้าอย่างนั้นรึ" เจ้าโคราการ์ว่าหยันๆพลางหัวเราะในลำคอ ว่าแล้วมันก็ขยับร่างใหญ่โตของมันเข้ามาแล้วใช้ฝ่ามือหนาผลักอกข้าไปด้านข้างจนหลังกระแทกกำแพง

"หลีก"

"เจ้า!" ข้าตวาดออกไปอย่างหัวเสีย และคงจะร่ายคาถากระสุนแสงใส่มันไปแล้วหากไม่มีเสียงแว่วมาจากในห้องเสียก่อน

"หยุดได้แล้ว... ทั้งคู่นั่นล่ะ..."

เสียงอ่อนเนือยเหมือนคนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาของหญิงสาวที่ดังขึ้นทำให้ข้านึกขึ้นได้ว่าขณะนี้ตนเองกำลังอยู่ในอาคารของกิลด์ มิหนำซ้ำยังอยู่หน้าห้องของกิลด์มาสเตอร์ ทำให้ข้ารู้สึกละอายขึ้นมาไม่น้อย แต่กระนั้นข้าก็ยังขุ่นเคืองอยู่เมื่อเห็นเจ้าโคราการ์ทำท่าไม่รู้ร้อนเดินวางก้ามออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ซิดัสหรือ... เข้ามาสิ..."

คำเชื้อเชิญของกิลด์มาสเตอร์ทำให้ข้าละความสนใจจากเจ้าออร์คจอมกวนโทสะ เมื่อย่างเข้าไปในห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราตามแบบฉบับของเอลฟ์ตระกูลสูง ข้าจึงได้เห็นร่างอรชรของกิลด์มาสเตอร์ 'แอสเทรีย' ที่กำลังเอนกายเอกเขนกอยู่บนเบาะนอนใหญ่พลางสูดควันจากกล้องยาเรียวยาวในมืออย่างสบายอารมณ์ ชุดคลุมบางของนางหลุดลุ่ยจนคอเสื้อตกมากองที่บ่าข้างหนึ่งแลเห็นเนินอกอิ่ม... ในขณะที่ชายเสื้อคลุมเลื่อนหลุดออกไปจากขาข้างที่ยกเข่าชันขึ้นจนเผยให้เห็นต้นขาเนียนงามน่าหลงใหล...

"เป็นอย่างไรบ้างล่ะ... การเดินทางของเจ้า..."

เสียงทักของกิลด์มาสเตอร์ทำให้ข้าได้สติ ข้าจึงรีบก้มหน้าลงละสายตาจากภาพเย้ายวนเบื้องหน้า

"...เอ่อ...คือว่าเรื่องนั้น..." ข้าว่าตะกุกตะกัก เนื่องจากไม่รู้จะเริ่มเล่าจากจุดใดดี

"ล้มเหลวไม่เป็นท่า... ชิฟกับคานารีไปด้วยกันไม่ได้สินะ..." เสียงแผ่วว่าเนิบๆ ทำให้ข้าแปลกใจจนเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง

"ท่านทราบ?..."

"ก็... กะเอาไว้อย่างนั้นแหละ..." นางว่าพลางทอดสายตาไปไกล นิ้วเรียวขยับกล้องยาในมือ ก่อนจะพ่นควันบางเบาผ่านริมฝีปากอย่างเบื่อๆ

"ท่านรู้อย่างนั้นแล้วยังแนะนำข้าให้ชวนคานารีไปกับชิฟอีกหรือขอรับ?" ข้าถามออกไปอย่างฉงนระคนเคืองใจ

"...นั่นสินะ..."

กิลด์มาสเตอร์ตอบด้วยคำที่ข้าไม่เข้าใจในความหมาย... ว่าแล้วนางก็ขยับตัวโบกมือร่ายเวทย์จอกแสงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นมนต์รักษาของนักบวชชั้นสูง เพียงชั่วอึดใจลำแสงรูปทรงเหมือนถ้วยขนาดย่อมก็เปล่งรังสีทองอร่ามแสดงถึงอำนาจเวทมนตร์อันทรงพลังของผู้ใช้ หากแม้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้สัมผัส 'น้ำทิพย์' ในจอกแสงนั้นก็คงจะฟื้นคืนสภาพได้ในพริบตาเป็นแน่แท้ แต่แล้วขณะที่ข้ากำลังพิศวงอยู่ในใจว่าจู่ๆเหตุใดกิลด์มาสเตอร์จึงได้ใช้เวทมนตร์บทนี้ขึ้นมานั้น นางก็ขยับกล้องยายื่นไปด้านหน้า... แล้วคว่ำลงเคาะกากยาสูบที่เพิ่งหมดกลิ่นให้ตกลงไปในถ้วยแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น...

"...เอ่อ...ท่านขอรับ..." ข้ายกฝ่ามือขึ้นแตะขมับ... อันที่จริงข้าก็เคยจะรู้มาว่าว่ากิลด์มาสเตอร์ของข้าคนนี้เคยเป็นนักบวชหญิงที่ทรงอำนาจมาก่อน... แต่การเอาเวทมนตร์ในตำนานมาทำเช่นนี้มันก็ออกจะ...

"เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก... ข้าแค่อยากจะดูว่าสองคนนั่นจะไปด้วยกันไหวหรือเปล่า..." นางว่าพลางเอนกายลงอีกครั้ง ตั้งศอกยันฟูกหนาพร้อมทั้งใช้หลังมือเท้าคางทำตาปรืออย่างครุ่นคิด... หรือว่าง่วงนอนกันแน่ข้าก็ไม่อาจรู้ได้...

"คงลำบากเจ้าหน่อยนะ... ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ไปพักผ่อนเถอะ..." เสียงเนือยว่าต่อ ข้านึกในใจว่าคนอยากพักผ่อนคงจะเป็นกิลด์มาสเตอร์เสียมากกว่ากระมัง... อย่างไรก็ดีเมื่อท่านเอ่ยปากเช่นนั้นข้าก็รู้ว่าควรจะเร่งอำลาจึงโค้งศีรษะคำนับ แต่ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับไปนั้นเอง ข้าก็เหลือบเห็นของบางอย่างที่พื้นปลายเตียงของกิลด์มาสเตอร์เข้าเสียก่อน...

"กิลด์มาสเตอร์... ข้าขอถามอะไรสักอย่างได้ไหมขอรับ..." ข้าก้มหน้า แต่สายตายังแอบเหลือบไปยังของสิ่งนั้น

"อะไรหรือ... ว่ามาสิ..."

"เรื่องโคราการ์ ข้าเคยได้ยินมาว่าเขาเกลียดเอลฟ์ไม่ใช่หรือขอรับ แล้วทำไมถึงได้..." ข้าพยายามถามอย่างระมัดระวัง อันที่จริงข้าก็แปลกใจมานานแล้วว่าทำไมออร์คที่คอยเขม่นเอลฟ์ทุกคนในกิลด์ถึงได้ยังคงอยู่ในกิลด์นี้ได้ และที่แปลกใจมากยิ่งกว่าก็คือมันมาเข้ากิลด์ที่มีเอลฟ์เป็นมาสเตอร์และสมาชิกเกือบทั้งหมดเป็นเอลฟ์ได้อย่างไร

ข้าเห็นกิลด์มาสเตอร์เลิกคิ้วแปลกใจอยู่วูบหนึ่ง กระนั้นดวงตาคู่นั้นก็ยังคงปรือเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ไม่นานนักรอยยิ้มลึกลับก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง

"เจ้านั่นน่ะ เป็นออร์คประหลาด..." จู่ๆกิลด์มาสเตอร์ก็เริ่มว่าขึ้นมาหลังจากทิ้งช่วงเงียบไปนานจนข้านึกว่านางจะหลับในไปเสียแล้ว...

"เจ้ารู้ไหมเล่าว่า กิลด์นี้ตั้งขึ้นมาได้อย่างไร"

คำของนางที่ถามขึ้นต่อทำให้ข้าขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของโคราการ์กันหรือ กิลด์มาสเตอร์คงเห็นสีหน้าของข้าจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วจึงว่าต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ

"...มันเป็นน้ำพักน้ำแรงของออร์คตนนึง ชื่อราวๆ...เอเรอ...เอเรอร์บัสอะไรเทือกนั้นกระมัง..." นางเหลือบตาขึ้นพลางยกปลายนิ้วแตะคางอย่างระลึกความ

"เอาเป็นว่าวันนึงข้าคิดอยากจะตั้งกิลด์ แต่ใจนึงก็ขี้เกียจดำเนินการอะไรหลายอย่าง" กิลด์มาสเตอร์ยักไหล่น้อยๆ "บังเอิญได้ยินเจ้าออร์คนั้นคุยโม้อยู่กลางเมือง ก็เลยเดินเข้าไปขอสิทธิถือครองกิลด์มา แล้วเขาก็ยกให้"

"ยกให้?" ข้าถามไปอย่างประหลาดใจ การตั้งกิลด์ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆเหมือนซื้อขนม หากอุตส่าห์จัดตั้งขึ้นมาจนสำเร็จ มีหรือจะยกให้คนอื่นง่ายๆอย่างนั้น...

"ใช่... ยกให้โดยเสน่หา... แปลกใจอะไรหรือ...." กิลด์มาสเตอร์เท้าคางเหลือบของข้าด้วยหางตาพร้อมกับเผยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้ข้าต้องกลืนน้ำลาย ถ้าจะนึกไปแล้วนักบวชระดับสูงขนาดใช้เวทจอกแสงศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เขี่ยยาสูบได้... เวทควบคุมจิตใจที่ร่ำลือกันก็คงเป็นแค่ของเล่นสนุกเหมือนกันกระมัง... คิดได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะไม่ถามอะไรให้มากไปกว่านี้...

"นั่นล่ะ... เดิมทีมันเป็นกิลด์ของพวกออร์คกับโทรล พอข้าได้สิทธิ์ของกิลด์มาสเตอร์มา พวกนั้นก็เลยถอนตัวจากกิลด์แยกย้ายกันไปหมด" นางว่าต่อก่อนจะเอนหลังลงกับฟูกอีกครั้ง

"ก็เหลือแต่โคราการ์นี่แหละ ที่ไม่ยอมออกไป แปลกดีใช่มั้ยล่ะ"

"ทำไมล่ะขอรับ?" ข้ายิ่งงงหนัก

"คงเป็นศักดิ์ศรีกระมัง เห็นว่าเขาไปออกปากสัญญากับเอเรอร์บัส หัวหน้ากิลด์เก่านั่น ว่าจะอยู่ในกิลด์นี้ตลอดไป ครั้นพอข้ายึด... เอ้อ... ขอกิลด์มาได้ เขาก็เลยยังต้องยึดถือในคำมั่นสัญญาของตัวเองที่จะไม่ออกจากกิลด์... ตลกดีนะ"

"เอ่อ..." ข้าไม่รู้ว่าควรจะตลกดีหรือเปล่า เพราะได้ฟังแล้วมันรู้สึกน่าสงสารอย่างไรก็ไม่ทราบ

"แต่ก็นั่นแหละ... ข้าชอบอะไรแปลกๆ... ไม่ว่าจะออร์คหรือเอล์ฟ แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาๆข้าก็ไม่สนใจจะรับเข้ากิลด์หรอก น่าเบื่อจะตายไป" กิลด์มาสเตอร์ว่าแล้วก็ป้องปากหาวเล็กๆ

"เอ๋..." ข้าร้องออกไป... สนใจแต่คนแปลกๆอย่างนั้นหรือ... หมายถึง... ข้าด้วยอย่างนั้นหรือ?...

"...อ้อ... จริงสิ... เจ้าเองไม่รู้ตัวนี่นะ เรื่อง 'อีกครึ่งหนึ่ง' ของตัวเองน่ะ" นางตอบราวกับได้ยินความคิดของข้าพลางหัวเราะในลำคอ

"หา?..."

"ตายจริง... ข้านี่ก็พูดเพ้อเจ้ออะไรออกไปก็ไม่รู้ อย่าถือสาข้าเลยนะ" กิลด์มาสเตอร์ตัดบทก่อนจะตะแคงหันหลังกลับทำท่าเหมือนพร้อมจะเข้าสู่ห้วงนิทราเต็มที่

"ดะ...เดี๋ยวก่อนสิขอรับ"

"ข้าจะนอนล่ะ เจ้าออกไปได้แล้ว"

"แต่ว่า..."

ทั้งๆที่ในใจเต็มไปด้วยคำถาม... แต่เมื่อกิลด์มาสเตอร์ปิดฉากการสนทนาด้วยการโบกหลังมือใส่ข้าก็เป็นอันว่าหมดโอกาส ข้าโค้งคำนับนางอีกครั้ง พลางเหลือบสายตาไปยังเข็มขัดเส้นยักษ์ที่ตกอยู่ปลายเตียงของกิลด์มาสเตอร์ ...ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเฮลสครีมอันโดดเด่นทำให้ข้าจำได้ดีว่า... มันเป็นเข็มขัดของเจ้าโคราการ์อย่างแน่นอน... และการที่มันมาตกอยู่ในที่แบบนี้ ก็คงไม่พ้นจะหมายถึงว่ากิลด์มาสเตอร์กับเจ้าโคราการ์คงจะ...

"อ้อ...เกือบลืมไปเลย เรื่องนักสะเดาะกุญแจที่เจ้าขอไว้... ข้าหาให้เจ้าได้แล้วนะ ไปถามจากเสมียนข้างล่างก็แล้วกัน"

เสียงเปรยของกิลด์มาสเตอร์ทำให้ข้าสะดุ้งจากห้วงความคิด จริงสินะ...ถึงจะมีรสนิยมอย่างไรแต่กิลด์มาสเตอร์ก็คือกิลด์มาสเตอร์ นางจะหลงไหลในโทเทมของเจ้าโคราการ์อย่างไรก็เป็นเรื่องของนาง... ข้าไม่ควรจะเอาเรื่องส่วนตัวของนางมาคิดให้หนักหัวเสียหน่อย คิดได้ดังนั้นข้าก็กล่าวขอบคุณและอำลากิลด์มาสเตอร์อีกครั้ง ก่อนจะออกจากห้องพักของนางไปอย่างเงียบๆ...

.........................................

คาลัมพี...

"...เจ้าแน่ใจนะ ว่าคนที่กิลด์มาสเตอร์จัดให้ข้าคือเจ้าเปี๊ยกนี่..." ข้าหันไปถามย้ำกับเสมียนอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า 'นักสะเดาะกุญแจ' ที่ท่านแอสเทรียหาไว้ให้จะเป็นเจ้าออร์คแคระตัวนี้...

อันที่จริงข้าก็เคยเห็นหน้าค่าตาของเจ้าคาลัมพีมาก่อนอยู่บ้าง แน่นอนว่าใครๆที่เคยเห็นมันก็ต้องสะดุดตา... เพราะมันเป็นออร์คหนุ่มฉกรรจ์แต่ดันตัวสูงแค่เอวออร์ควัยเดียวกัน... หากจะว่าไป ดูแล้วขนาดตัวของมันก็ไล่เลี่ยกับพวกดวาร์ฟนั่นเอง ข้าเคยได้ยินแว่วๆมาว่ามันเป็นลูกครึ่งออร์คกับโนม... ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดเสียเหลือเกิน ที่คนทั้งสองเผ่าดังกล่าวจะมาผูกพันกันจนมีสัญญารักเป็นเจ้านี่... เป็นออร์คตัวจิ๋วซึ่งมักจะตกเป็นเป้าสายตาและถูกหัวเราะเยาะราวกับเป็นตัวตลกอยู่เสมอ... แต่สำหรับข้าแล้วออกจะหนักไปทางเวทนาเสียมากกว่า... อย่างไรก็ตามด้วยความที่ชื่อของมันดันไปคล้ายกับชื่อผักสวนครัวชนิดหนึ่งในภาษาธาลาสเซียนของพวกบลัดเอลฟ์อย่างข้า ทำให้ข้าต้องแอบหัวเราะในใจอยู่เสมอเมื่อได้ยินชื่อของมัน...

"อย่าเรียกหล่ำว่าเปี๊ยกนะขอรับ! เห็นอย่างนี้หล่ำสะเดาะกุญแจได้เก่งที่สุดเลยนะขอรับ!" เจ้าออร์คจิ๋วประท้วงหลังจากที่ได้ยินคำของข้า การพูดจาของมันทำให้ข้านึกขึ้นได้ถึงความแปลกอีกข้อหนึ่งของเจ้าคาลัมพี คือเจ้านี่มักจะพูดจาสุภาพมีหางเสียงตลอด แถมยังเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นว่า 'หล่ำ' ตามสำเนียงเพี้ยนๆของพวกกอบลิน ที่มันติดการพูดจาแบบนี้มานั้นเห็นเขาว่ากันว่า ตอนเด็กๆมันเคยถูกพวกกอบลินซื้อไปเลี้ยงเป็นทาส... เลยถูกสอนให้พูดจามีหางเสียง ผิดจากออร์คปกติที่ชอบพูดจาห้วนๆอย่างไอ้ชิฟหรือเจ้าโคราการ์ นอกจากนี้ยังติดสำเนียงของพวกกอบลินมาอีกต่างหาก

"อย่างที่เขาว่านั่นแหละครับท่านซิดัส ฝีมือสะเดาะกลอนปลดกุญแจของเขาเข้าขั้นหาตัวจับยากจริงๆ ไม่อย่างนั้นกิลด์มาสเตอร์คงไม่เลือกเขาให้กับท่านเป็นแน่" เสมียนคนเดิมเสริมขึ้นพลางพลิกประวัติผลงานในกิลด์ของคาลัมพีขึ้นทบทวน

"เพียงแต่...เอ่อ..."

"เพียงแต่อะไร?" ข้ากอดอกเลิกคิ้วเมื่อเห็นท่าทางอึกอักของนายทะเบียน

"...เอ่อ... ข้าคิดว่าข้อนี้คงไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากท่านไม่ได้..."

"มันคืออะไร ไหนเอามาดูซิ" ข้าตัดบทด้วยความรำคาญ พลางคว้าวืบไปยังสมุดประวัติในมือของเสมียนกิลด์แล้วดึงมาพลิกอ่าน

"ร่วมรบ 72 ครั้ง บาดเจ็บจากการรบ 3 ครั้ง ก็ดูดีนี่" ข้าว่าออกมาตามรายงาน นึกอยู่ในใจว่าเจ้าออร์คแคระนี่ฝีมือไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว จนกระทั่งได้กวาดสายตาลงมาถึงบรรทัดถัดไป

...หลบหนีจากการต่อสู้ 69 ครั้ง...

ไม่แน่ใจว่าข้ายืนตัวแข็งไปกี่วินาทีหลังจากได้เห็นบันทึกประโยคนั้น เมื่อได้สติจึงค่อยๆเอี้ยวคอหันไปหาเจ้าคาลัมพีที่ยืนเกาหัวแหะๆอย่างเขินๆอยู่...

"ยกเลิกการเดินทางไปตำหนักจอมเวทก็แล้วกันนะ ขอบคุณมาก" ข้ายิ้มบอกเสมียนเรียบๆพลางส่งสมุนทะเบียนคืนให้ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น

"เดี๋ยวก่อนสิขอรับ! หล่ำทำได้จริงๆนะขอรับ! ให้โอกาสหล่ำเถอะขอรับ!" เจ้าออร์คจิ๋วคว้าชายผ้าคลุมข้าจนเกือบจะล้มหน้าฟาด

"ทำได้บ้านบุพการีเจ้าสิ! เล่นหนีจากการต่อสู้เกือบหมดแบบนี้ ถึงเราตั้งใจจะแอบเข้าไปในวังของท่านเคลธัส แต่ถ้าเจอศัตรูเข้าเจ้ามิเผ่นหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวเรอะ!" ข้าตวาดพลางดึงผ้าคลุมออกจากมือของมัน

"...ก็...ก็..." เจ้าคาลัมพีพยายามจะปฏิเสธ แต่ก็เหมือนมันจะนึกไม่ออกว่าจะอ้างอย่างไรดี

...โครก...

เสียงท้องร้องของเจ้าออร์คจิ๋วดังสนั่นจนข้าต้องชะงักไป

"ขออภัยขอรับ... หล่ำไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว..." มันว่าเสียงอ่อย

ข้าได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ เข้าใจดีว่ารายได้ของพวกเรานักผจญภัยก็มาจากส่วนแบ่งสมบัติจากการทำงานในกิลด์ เจ้าคาลัมพีมันมีประวัติโบว์ดำเป็นชนักติดหลังแบบนี้คงไม่ค่อยมีคนเอาไปมันไปร่วมงานเท่าไหร่นัก คิดมาถึงตรงนี้ข้าก็หลับตาเกาหัวด้วยความเบื่อหน่ายในความใจอ่อนของตนเอง

"ไปหาอะไรกินกันก่อนก็แล้วกัน มื้อนี้ข้าเลี้ยงเจ้าเอง"

............................................

ข้านั่งจิบเหล้าไปจนเกือบหมดขวด ในขณะที่เจ้าคาลัมพียังคงยัดอาหารลงท้องอย่างไม่รู้จักอิ่ม จานเปล่ามากมายกองสูงจนน่ากลัวว่าล้มทับใส่มันเข้า ข้าจึงเรียกบริกรมาหอบไปเก็บเสียก่อน

"ตัวก็มีอยู่แค่นี้...กินแล้วเอาไปไว้ที่ไหนน่ะเจ้านี่..." ข้าว่าอย่างทึ่งๆ เจ้าออร์คจึงตอบเสียงอู้อี้จับใจความไม่ได้กลับมาเนื่องด้วยอาหารที่เต็มปาก ข้าจึงโบกมือให้มันกินๆซะให้เสร็จไปก่อนเถอะ

พอเห็นมันเริ่มจะกินอิ่ม อาจจะเป็นเพราะเหล้าเข้าปาก ข้าจึงเอ่ยปากออกไปอย่างไม่ได้ไตร่ตรองนัก

"เจ้านี่น้า... เป็นออร์คแท้ๆ ปกติพวกออร์คนี่จะรักเกียรติยิ่งกว่าชีวิต ยอมตายในสนามรบดีกว่ายอมหันหลังให้ศัตรูไม่ใช่หรือ หรือว่าเลือดโนมของเจ้ามันคงแรงสินะ"

ข้าเห็นเจ้าออร์คแคระนิ่งไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับว่าต่อไป

"ว่าแต่เจ้าเป็นครึ่งออร์คครึ่งโนมเนี่ย อืม..." ข้าที่กำลังครึ้มเริ่มวาดภาพการเสพสังวาสข้ามเผ่าพันธ์ (พาลนึกไปถึงเรื่องท่านแอสเทรียกับเจ้าโคราการ์วูบหนึ่งเหมือนกัน) "ถ้าให้เดาคงเป็นพ่อเจ้าสินะ ที่เป็นโนม"

สิ้นคำของข้า เจ้าคาลัมพีก็ยันโต๊ะลุกขึ้นยืน(บนเก้าอี้)ดังโครม

"อย่าพูดถึงมันนะขอรับ! ข้าไม่เคยมีพ่อเลวๆอย่างนั้น!" เจ้าออร์คคำรามลั่น

"...อะ...เอ่อ... ข้าขอโทษ เจ้าใจเย็นๆก่อนเถอะนะ..." ข้าปลอบมันพลางเหลียวซ้ายแลขวาว่าทำให้ชาวบ้านแตกตื่นกันหรือไม่ โชคดีที่ในร้านอาหารยังไม่มีลูกค้าคนอื่น แต่กระนั้นพวกบริกรก็ทำท่าตกอกตกใจอยู่ไม่น้อย ข้านั่งเงียบๆปล่อยให้คาลัมพีมันใจเย็นลงอยู่พักหนึ่ง ไม่นานมันก็เริ่มปริปากออกมาบ้าง

"เจ้านั่นน่ะ...เป็นโนมชั่ว..." เจ้าคาลัมพีพูดลอดไรฟันอย่างคับแค้น จากนั้นมันก็เริ่มเล่าเรื่องในอดีต (ที่ข้าไม่ได้อยากฟังนักหรอก) ให้ข้าฟัง ข้าจึงได้รู้ว่าพ่อของเจ้าหล่ำเป็นโนมที่ตกเครื่องบินลาดตระเวณมาพบแม่ออร์คของมัน น่าจะเรียกว่าเคราะห์ร้ายที่คาวาลเด แม่ของมันยึดมั่นในศักดิ์ศรี ช่วยพยาบาลเจ้าโนมนั่นจนหายเพื่อที่จะได้สู้กันอย่างยุติธรรม (พวกออร์คนี่ล่ะน้า...) แต่แล้วดันเกิดเรื่องน้ำเน่าขึ้นเสียก่อนเมื่อพ่อโนมกับแม่ออร์คของเจ้าหล่ำดันตกหลุมรักกันขึ้นมาเป็นรักระหว่างรบ... แถมยังให้กำเนิดพยานรักขึ้นมาเป็นเจ้านี่ซะอีก ทำให้แม่ของมันต้องหนีออกจากเผ่าวาร์ซองเพื่อมาใช้ชีวิตอย่างสงบกับเจ้าโนมนั่น...

"...ก็ฟังดู...เอ่อ...ดูดีนะ... โรแมนติกดี... แล้วพ่อกับแม่ของเจ้าไปไหนเสียแล้วเล่า" ข้าเอ่ยคั่นจังหวะ ก่อนที่เจ้าออร์คแคระจะเล่าต่อ ว่าในขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะไปด้วยดี ตอนนั้นเจ้าหล่ำเองยังอายุได้ไม่ถึงขวบ วันหนึ่งก็มีกองทัพของพันธมิตรผ่านมาพบกระท่อมที่สามพ่อแม่ลูกอาศัยอยู่ พวกนั้นตราหน้าว่าเจ้าโนมพ่อของมันเป็นกบฏที่หนีมาอาศัยอยู่กับศัตรูอย่างออร์ค แต่แทนที่เจ้าตัวพ่อจะพาลูกเมียหนี กลับคุกเข่าขอชีวิต จนในที่สุดถูกบังคับให้สังหารมันและแม่เพื่อเป็นเครื่องยืนว่ายังเป็นฝ่ายพันธมิตรอยู่

"เจ้าพวกพันธมิตรนี่มันไร้หัวใจสิ้นดี... แล้วพ่อของ...เอ่อ...เจ้าโนมนั่น ทำอย่างไร..." ข้าชักรู้สึกว่าถึงจุดที่น่าติดตามขึ้นมาทีเดียว

"...แม่บอกว่า... มันคว้ามีดเข้ามาจ้วงแทงแม่อย่างไม่มีลังเลเลยขอรับ..."

ข้าถึงกับสะอึกไป พวกโนมนี่มันรักตัวกลัวตายขนาดนี้เชียวหรือ...ถึงขนาดที่ว่าครองรักกันมานานเป็นปีจนมีทายาทก็ยังทอดทิ้งกันเพื่อเอาชีวิตรอดได้ง่ายดายเพียงนี้เชียวอย่างนั้นหรือ...

หลังจากนั้นเจ้าหล่ำก็เล่าให้ข้าฟังต่อว่า แต่กระนั้นแม่ของมันซึ่งเป็นอดีตนักรบก็ตอบสนองได้ทันท่วงที ถึงแม้จะโดนแทงเข้าจนได้รับแผลใหญ่แต่ก็ยังหอบมันหนีจากเจ้าโนมถ่อยและวงล้อมของพวกพันธมิตรออกมาได้พ้น จากนั้นจึงหนีไปใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง แต่แล้วนางก็กลัวว่าลูกน้อยจะไม่รอดเนื่องจากขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงตัดสินใจบากหน้ากลับไปยังเผ่าวาร์ซอง ตัวนางเองซึ่งดูเหมือนจะเคยเป็นที่เคารพของเผ่าจึงได้รับการดูแลอย่างดี แต่กับเจ้าหล่ำแล้ว มันกลับถูกมองเป็นพวกนอกคอก เจ้าหล่ำเติบโตมาท่ามกลางความไม่เป็นมิตรรอบด้านจนอายุได้ห้าขวบ แม่ของมันก็ด่วนจากไปเสียก่อน

"แล้ว...เจ้าทำอย่างไรในตอนนั้น..." ข้าถามอย่างอยากรู้...เผลอยกมือป้องปากด้วยความสะเทือนใจ

"...ข้าน่ะ...รู้ตัวมาตลอดก่อนหน้านั้นแล้ว... ว่าข้าคงอยู่ในเผ่าวอร์ซองไม่ได้..." เจ้าออร์คว่าเบาๆ สายตาเลื่อนลอยไปไกล มันเล่าต่อว่าหลังจากที่แม่ไม่อยู่ มันก็ถูกพวกออร์ครุ่นราวคราวเดียวกันข่มเหงอย่างหนัก แม้หัวหน้าเผ่าจะมาปรามบ้าง แต่มันก็รู้แก่ใจว่าท่านเองก็ไม่เห็นสมควรว่ามันควรจะอยู่ร่วมเผ่าต่อไปสักเท่าไหร่ วันหนึ่งมันจึงตัดสินใจหนีออกจากเผ่า ร่อนเร่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ อาศัยลักเล็กขโมยน้อยเลี้ยงปากท้องไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งวันหนึ่งไปล้วงกระเป๋าพวกกอบลินแต่ถูกจับได้ จึงถูกลงโทษโดยการจับไปขายเป็นทาส

"เป็นหัวขโมยมาตั้งแต่เด็กเลยนะเจ้า...มิน่าเล่า..." ข้าอดกระแนะกระแหนไม่ได้

เจ้าหล่ำยิ้มแล้วก็เล่าต่อไปว่า กอบลินที่ซื้อตัวมันไปเป็นช่างเครื่องยนต์ที่ใช้งานโหดร้ายทารุณมาก อาหารก็ให้กินน้อย จนมันหิวใส้จะขาดทุกคืน จึงต้องอาศัยขโมยเงินของลูกค้าที่เข้าออกร้านเอาไว้ซื้ออาหารกินเอง ทำให้มันได้สั่งสมประสบการณ์เรื่องการล้วงกระเป๋าอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามการที่ได้เป็นลูกมือของนายช่างใหญ่อยู่เกือบสิบปี ก็ทำให้มันได้วิชาเครื่องกลมามากโขด้วย จนมันสามารถประดิษฐ์เครื่องยนต์กลไกรวมไปถึงอุปกรณ์สะเดาะกุญแจต่างๆมาถึงทุกวันนี้

"แต่เจ้าก็หนีออกมาอีก?" ข้าถามอย่างคาดเดาได้ เพราะดูเหมือนยังมีช่องว่างอีกสามสี่ปี ก่อนที่เจ้าคาลัมพีจะมาเข้ากิลด์เดียวกัน

"จริงๆแล้ว...นายช่างกอบลิน...เจ้านายเก่าของข้า ช่วงปีหลังๆก็ใจดีกับข้ามากขึ้น สอนอะไรข้ามากมาย... เขายังเคยเปรยว่าอาจจะให้ข้ามีร้านเป็นของตัวเอง..."

"แล้ว...มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?"

"...เขา...ถูกเจ้าหนี้สั่งเก็บ...ขอรับ..."

"หา?" ข้าร้องออกมาอย่างฉงนฉงาย

"...วันหนึ่งข้าได้ยินเสียงโครมครามเลยตื่นขึ้นมาดู... ก็เจอนายช่างจมกองเลือดอยู่แล้ว... แล้วรอบๆก็มีเงามืดสามสี่คนจ้องข้าอยู่..." เจ้าออร์คกลืนน้ำลาย "...แล้วพวกนั้นก็บอกว่าพวกเขาเป็น...เอ่อ...นักฆ่า...บอกว่าข้าเป็นอิสระแล้ว...เห็นว่าข้าหน่วยก้านดี อยากให้ข้าไปทำงานด้วย...ข้าก็เลย..."

"อย่าบอกนะว่าเจ้าเลยตอบรับไปง่ายๆอย่างแบบนั้น..."

การพยักหน้าเขินๆของเจ้าหล่ำทำให้ยกมือจับกบาล

"...ก็...ก็ข้า...ไม่เคยมีใครพูดกับข้ามาก่อนว่าต้องการข้า พอได้ยินข้าก็รู้สึกดีใจ... พวกเขาบอกว่าต้องการข้าเพราะมีพละกำลังอย่างออร์ค แต่ตัวเล็กปราดเปรียวเหมาะกับการทำงาน... พวกเขาไม่เคยถาม... ไม่เคยสนใจว่าข้าจะมีเลือดผสมอย่างไร จะให้ข้าไม่ยินดีได้หรือขอรับ..."

จะว่าไปข้าก็รู้สึกเห็นด้วยมากอยู่...

"แต่ยังไงมันก็เป็นกลุ่มนักฆ่านะเว้ย! นักฆ่า!" ข้าเผลอว่าออกไปเสียงดัง เมื่อรู้สึกตัวจึงมองซ้ายมองขวาก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบ "...แล้วมันกลุ่มไหนวะ..."

เจ้าหล่ำมองหน้าข้าเหมือนไม่แน่ใจ มันทำสีหน้าลังเลอยู่อึดใจก่อนจะตอบออกมาเบาๆ

"...ช...ชาโดว์เซอร์วิสขอรับ..."

"ชาโดว์เซอร์วิส!" ข้าเผลออุทานออกมาเสียงดังอีกครั้งจนบริกรในร้านสองคนหันมามอง จึงต้องรีบทำท่าหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะกลับไปกระซิบถามเจ้าออร์คต่ออย่างตื่นเต้น

"...ชาโดว์เซอร์วิส...นักฆ่ากลุ่มที่มาลอบสังหารวาร์ชีฟธราลน่ะนะ!?"

เจ้าคาลัมพีพยักหน้าแทนคำตอบ ทำให้ข้าเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งพิงพนัก เจ้าเปี๊ยกนี่เคยเป็นหนึ่งในนักฆ่าของชาโดว์เซอร์วิส... กลุ่มนักฆ่าที่หาญกล้าเข้ามาลอบสังหารวาร์ชีฟธราลเมื่อสองปีก่อน... แต่แผนการล้มเหลวและถูกจับกุมได้เสียก่อน กระนั้นก็ได้ข่าวว่าองครักษ์ของท่านธราลบาดเจ็บสาหัสกันไปหลายคน ส่วนพวกกลุ่มนักฆ่านั้นถูกกุดหัวไปจนหมด ช่างน่าตกใจจริงๆที่เจ้านี่รอดมาได้...

"...เจ้า...คงไม่ได้ร่วมในขบวนลอบสังหารครั้งนั้นด้วยสินะ..." ข้ามองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบถามอีกครั้ง

"...ข้า...เป็นคนลงมีดใส่วาร์ชีฟธราลเองขอรับ...แต่ท่านรับไว้ด้วยแขนได้ทัน..."

คำตอบของเจ้าหล่ำทำให้ข้ารู้สึกเหมือนลมจะจับไปตรงนั้น... เจ้าเปี๊ยกนี้เคยเป็นนักฆ่า... เคยหันคมมีดใส่วาร์ชีฟธราลแล้วยังมีชีวิตรอดกลับมาได้...เป็นไปได้อย่างไรกัน...

"...ตอนนั้นหลังจากถูกจับได้...วาร์ชีฟธราลบอกให้ลงโทษพวกข้าอย่าให้ถึงตาย... แต่พวกคนใกล้ชิดของท่านต่างว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องประหารให้สิ้นเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง... ข้าเห็นท่านธราลก็กระอักกระอ่วนใจอยู่..." เจ้าออร์คก้มหน้าเล่า

"สุดท้ายท่านก็ทานเสียงของคนกลุ่มใหญ่ไม่ได้... จึงต้องสั่งให้เพชฌฆาตออกมาจัดการ... ข้ามองนักฆ่ารุ่นพี่ถูกบั่นหัวไปต่อหน้าตาทีละคน... ข้ารู้สึกกลัว...กลัวเหลือเกินขอรับ... ก่อนหน้านั้นข้าเคยฆ่าคนมาบ้าง แต่ไม่เคยเลยสักนิดที่จะได้รับรู้ถึงความกลัวของคนที่จะถูกฆ่า... พอได้มารับรู้ด้วยตัวเองว่าความหวาดกลัวที่กำลังจะต้องตายเป็นอย่างไร... ทำให้ตอนนี้ข้าแทบจะทนไม่ไหวเมื่อรู้สึกถึงรังสีสังหาร... อย่าว่าข้าแก้ตัวเลยนะขอรับ... แต่ที่ข้าหนีจากการต่อสู้แทบจะทุกครั้งในตอนนี้ก็เพราะเหตุนั้นแหละ..."

ข้าทรุดตัวพิงหนักเก้าอี้อย่างอ่อนใจ เจ้าออร์คแคระตรงหน้านี้มีอดีตอันโชกโชญยิ่งกว่าที่เห็นภายนอกมากนัก ข้าจ้องหน้ามันอยู่พักหนึ่ง รู้สึกเหลือเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องโกหก... แต่แล้วข้าก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

"แล้วเจ้ารอดมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ยังไงวะ"

"อ้อ..." เจ้าหล่ำมันทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังเล่าไม่จบ "...ก็คือ...ก่อนที่ข้าซึ่งเหลือเป็นคนสุดท้ายกำลังจะโดนประหารนั่น..."

"เจ้าทำไม?" ข้าเร่ง

"...ท่านแอสเทรีย เอ้อ...กิลด์มาสเตอร์ก็โผล่เข้ามาพอดีขอรับ"

"กิลด์มาสเตอร์?... นางไปทำอะไรที่นั่น?"

"...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง... แต่ที่ข้าจำได้จนวันตายคือประโยคที่นางขอชีวิตข้าจากวาร์ชีฟธราลขอรับ..."

"หา?... แล้วท่านธราลก็เลยไว้ชีวิตเจ้า?..."

"...ขอรับ...แล้วกิลด์มาสเตอร์ก็จัดแจงให้ข้าเข้ามาอยู่ในกิลด์ด้วยหลังจากนั้น..." เจ้าหล่ำพยักหน้าตอบ เรื่องราวนั้นทำให้ข้างุนงงไปหมดว่ากิลด์มาสเตอร์ของข้า...นางเป็นใครกันแน่... มีอำนาจบาตรใหญ่เพียงใดหรือถึงกระทั่งสามารถขอในสิ่งที่ท่านธราลตัดสินใจลงไปแล้วได้... ไม่สิ เท่าที่ฟังนั่นดูเป็นการตัดสินใจจากพวกระดับสูงที่แวดล้อมท่านธราล ที่ขนาดท่านธราลเองยังไม่สามารถทัดทานได้... แล้วนางเป็นใครกันหรือที่ถึงกับไปยับยั้งการประหารนั้นได้...

"เออ...เอาล่ะ... เจ้ากินอิ่มแล้วใช่ไหม สรุปว่าข้าจะให้เจ้าไปช่วยงานก็แล้วกัน นี่เวลาและสถานที่นัดหมาย" ข้าตัดบทเนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้มันชักจะไปกันใหญ่พลางยื่นแผ่นกระดาษให้มัน ที่ตัดสินใจไปอย่างนั้นส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความเห็นใจจากเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง แต่อีกใจหนึ่งข้าก็รู้สึกว่าประสบการณ์อันโชกโชนของเจ้านี่น่าจะช่วยอะไรได้ไม่มากก็น้อย... เจ้าออร์คได้ยินดังนั้นก็ยิ้มร่าออกมาก่อนจะกล่าวขอบคุณ หลังจากนั้นข้าก็ต้องใช้เวลาพักหนึ่งในการสะสางค่าอาหารกองโตก่อนที่จะแยกย้ายกับเจ้าหล่ำจนกว่าจะถึงวันนัดหมาย ข้าเดินกลับที่พักพร้อมกับความคิดมากมายที่วกเวียนไปมาอยู่ในใจจากเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังนั้น... แต่ประเด็นสำคัญที่ค้างคาใจที่สุดคงจะไม่พ้นเรื่องที่ว่า...

กิลด์มาสเตอร์แอสเทรีย...ท่านเป็นใครกันแน่...

...................................

ท่อนแรก...มีเรื่องจริง 75% แต่ย่อนถึงจะทะเลาะกะตาชิฟแค่ไหนก็ไม่เคยทิ้งหน้าที่หนีกลับไปก่อนนะ :D

เรื่องพล็อตกิลด์มาสเตอร์ ได้มากจากเปรี้ยวที่เคยเล่าไว้ในกิลด์ (Ererbus นี่คือตัวเก่าเปรี้ยวสินะ) ส่วนบุคลิกนี่เอายูโกะซังปนๆกับใครซักคนนี่แหละ ฮ่าๆ ชอบสาวบุคลิกนี้เป็นการส่วนตัว XD

เรื่องโคราการ์ของโปจิ... ถามเจ้าตัวก็ไม่เคยเล่าเป็นชิ้นเป็นอัน จับแพะชนแกะเอาละกันนะ อยากจะแซวซะหน่อยแค่นั้นเอง :P

ส่วนของหล่ำนี่ เอาตามที่เจ้าตัวแต่งมาดัดแปลงนิดหน่อย

ใครมีพล็อต rp ของตัวเอง เขียนๆมาให้อ่านได้นะ เดี๋ยวบรรยายให้ผ่านมุมมอง cidus แบบนี้แหละครับ :P 

 

edit @ 24 May 2008 00:40:51 by Dr.Cid

edit @ 24 May 2008 14:23:23 by Dr.Cid

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
นี่แม่คุณ !!
#1  by  Chiff (58.9.246.221) At 2008-05-24 00:54, 
ดูเนื้อหามันน่าจะเขียนได้ยาวกว่านี้ นะ ดูอัดๆ

เจ้าแม่สุดๆ น่าจะมีไทม์แมชชีนด้วยนะ จะได้เท่ๆ lol
#2  by  dd (125.25.109.52) At 2008-05-24 02:19, 
sad smile
#3  by  blade At 2008-05-24 04:31, 
โทเทม...
ต้องแปลว่าแท่งศักดิ์สิทธิ์สินะ sad smile
#4  by  Ont (124.120.9.22) At 2008-05-24 09:46, 
รูปประกอบล่ะ พี่หนุ่ม ;w;

โทเทมของวัวจะใหญ่กว่าของออร์คนะเออ
#5  by  masaki At 2008-05-24 10:09, 
................
#6  by  Angel13th At 2008-05-24 13:54, 
เล่าเรื่องได้สนุกดีcry
#7  by  Ellebazi At 2008-05-25 02:37, 
Victory or Vanish! >_<
#8  by  Kalumpee (124.121.226.60) At 2008-05-25 03:28, 
ประโยคแรกก็ฮาเลยนะเนี่ย
หนูกะหล่ำ เอ้ย คาลัมพีนี่ น่ารักๆ
ซิดดัสนี่ก็ยิ่งอ่านยิ่งน่าร้าก > w <
#9  by  gsawa At 2008-05-25 15:10, 
ปล. เปรี้ยวดูเป็นเปรี้ยวดีมาก
#10  by  gsawa At 2008-05-25 15:11, 
orc มันกะโหลกหนา... โดนเท่าไหร่ไม่สะเทือนหรอก sad smile
วิธีที่ดีที่สุดคือ ignored ไปซะ q( - -)p
#11  by   (202.28.179.3) At 2008-05-26 17:01, 
เพิ่งหลงทางแวะมาอ่านค่ะ (อู้งานตอนบ่ายกันเห็นๆ) ทีแรกคิดว่าจะอ่านผ่านๆแป๊บเดียว แต่ดันลืมดูสครอบาร์ข้างๆว่ามันยาวแค่ไหน sad smile
ชอบยูโกะซัง เอ้ย แอสเทรีย จริงๆให้ตาย เซ็กซี่สุดๆ เหอๆ ขนาดไม่ได้เล่นเกมยังอ่านสนุกเลยค่ะ
#13  by  มิตสึกิ (203.154.149.233) At 2008-05-28 13:59, 
จะหมดปีแล้วน่อ..ขอตอนใหม่หน่อยนะ พี่หมอ..
Hot!
#14  by  ppao At 2008-12-14 00:29, 

<< Home