......................................................
ข่าวการสิ้นชีพขององค์ชายเคลธัสทำให้ข้าทั้งเสียใจ... และยินดี...
ข้าเสียใจ... ที่เราต้องสูญเสียผู้นำผู้ยิ่งใหญ่...
ข้าอาลัย... ถึงเจ้าชายผู้เคยช่วยให้เราเหล่าบลัดเอลฟ์สามารถฝ่าฟันช่วงเวลาวิกฤติ ที่เราเกือบจะต้องสูญเสียบ้านเกิดเมืองนอนและอาจจะรวมถึงเผ่าพันธุ์ให้ผ่านพ้นไป ช่วยให้เราได้มีลมหายใจอยู่จนถึงทุกวันนี้...
แต่ข้าก็โล่งใจ... ที่เผ่าพันธุ์ของเราจะไม่ต้องถลำลึกไปสู่ก้นบึ้งแห่งความชั่วร้ายไปมากกว่านี้เช่นกัน...
...ข้าคิดว่าข้าเคยเข้าใจสิ่งที่เจ้าชายทำ... การแสวงหาพลังอันยิ่งใหญ่เพื่อปลดปล่อยพวกเรา ‘ซินโดเร’ จากความกระหายเวท... แม้ว่าต่อมามันจะแปรเปลี่ยนเป็นคำสาปที่ฝังรากลงในสายเลือด... เป็นเครื่องหมายแห่งความอัปยศที่สะท้อนออกทางดวงตา... ประกายสีเขียวเรืองรองของพลังเวทที่ซึมซับจากปีศาจแห่งอเวจี...
...แต่นั่นก็เพื่อต่อชีวิตให้กับพวกเรา...
...หากเพียงแค่มันจะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่เลยเถิดต่อไป กระหายต่อไป... จนกลายเป็นความวิปลาส...
อันที่จริงข้าก็รู้สึกถึงความผิดปกติตั้งแต่ได้ทราบข่าวว่าเจ้าชายติดตามอิลลิดัน ‘ผู้ทรยศ’ ไปยัง ‘เอาท์แลนด์’ แดนมิคสัญญี...และครั้นเมื่อข้าได้เห็นสิ่งที่ท่านทำลงไปกับผืนแผ่นดินของ ‘เนเธอร์สตอร์ม’... ก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกว่าท่านเคลธัสคงมิใช่คนเดิมอีกต่อไป...
ผืนแผ่นดินที่เคยอุดมไปด้วยแมกไม้และสัตว์ป่า ที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า ‘ท้องทุ่งแห่งฟาราลอน’ (ข้าก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อหรอก แต่พวกออร์คแมกฮาร์ว่าอย่างนั้น และพวกนักวิทยาศาสตร์เอธีเรียลก็ยืนยันอีกต่างหาก) กลับกลายเป็นผืนดินแตกระแหงไร้ชีวิต เมฆหมอกดำทมึนและสายฟ้าแปลบปลาบปกคลุมทั่วท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ จริงอยู่ว่าพายุแห่งความมืดนั้นเริ่มต้นจากการระเบิดของ ‘ดาร์คพอร์ทอล’ ในอดีต แต่กระนั้นหอสกัดพลังเวทหรือที่เรียกกันว่า ‘มานาฟอร์ก’ ของท่านเคลธัสนั่นเองที่เป็นตัวการเร่งให้แผ่นดินนี้เสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว
พลังเวทอันมหาศาลที่กลั่นออกมาจากมานาฟอร์กนั้น... ทำให้เราบลัดเอลฟ์ทุกคนต้องหวั่นไหว มันเปล่งประกาย ยั่วยวน ชวนให้หลงใหล อยากจะเสพเข้าไปให้เต็มที่ราวกับเป็นอาหารทิพย์จากสวรรค์ก็ไม่ปาน ...แต่พวกเราทุกคน... หากยังคงสติไว้ได้... ย่อมรู้ดีว่าพลังนั้นแปดเปื้อน...และมืดมนอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน...
“เจ้าว่านั่นหรือเปล่า พลังเวทที่เราใฝ่ฝันหา...” ตอนนั้นข้าที่ได้แต่ยืนเหม่อมองเกลียวพลังงานแห่งความมืดมหาศาลที่พุ่งบิดเกลียวเข้าไปในยอดของมานาฟอร์กก็เอ่ยถามเพื่อนข้างๆอย่างไม่ค่อยมีสตินัก
“...ก็เป็นได้” เลซาร์ เจ้าเพื่อนสนิทของข้าตอบโดยไม่ได้ละสายตาจากสิ่งก่อสร้างแปลกตานั้น มันแสยะยิ้มชวนขนลุกอย่างที่ชอบทำประจำพลางหัวเราะในลำคอ “แต่ข้าคนหนึ่งล่ะที่ไม่เอาด้วย”
ได้ยินอย่างนั้นข้าก็เลิกคิ้ว ความมืดที่ทรงพลังเพียงนั้น ข้าคิดว่าคนอย่างมันน่าจะกระหายอยากครอบครองมากโขอยู่ หรืออย่างน้อยก็ไม่น่าจะด่วนปฏิเสธ
สมควรที่จะเล่าให้ฟังก่อนว่า เจ้าเลซาร์ มันเป็นจอมเวทแห่งความมืด ผู้ใช้คำสาปและบงการปีศาจ หรือที่เรียกกันว่า ‘วอร์ล็อค’ ซึ่งอำนาจมนตราต่างๆตลอดจนอสูรที่มันเรียกมารับใช้ ก็ล้วนแต่มาจากโลกปีศาจเช่นเดียวกองทัพเบิร์นนิ่งลีเจี้ยนภายใต้อาณัติของจอมอสูรซาเกอราสที่กำลังพยายามจะยกพลบุกอาเซรอธอยู่ทุกวันนี้ แต่ทว่าวอร์ล็อคนั้นก็สามารถช่วงใช้มนต์ดำและควบคุมปีศาจเหล่านั้นเพื่อเป็นกำลังในการต่อสู้กับเบิร์นนิ่งลีเจี้ยนได้เช่นกัน จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้พิษขจัดพิษ หรือหนามยอกเอาหนามบ่งนั่นเอง
ข้าเคยทราบมาว่า ศาสตร์ของวอร์ล็อคนั้นมีต้นกำเนิดมาจากพวกออร์ค โดยเนอร์ซูล ผู้นำของเหล่าชาแมนในอดีตได้รับการถ่ายทอด(และหลอกลวง) จากคิลเจเดน แม่ทัพอสูรมือขวาของซาเกอราส ให้ใช้ศาสตร์นี้เพื่อกำจัดดรานาย ออกไปจากดินแดนของตน แต่การได้มาซึ่งอำนาจชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่นั้นก็ต้องแลกมาด้วยความเสื่อมสลายของแผ่นดินเกิด และการทอดทิ้งจากดวงวิญญาณแห่งธาตุ รวมไปถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ซึ่งเหล่าออร์คใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและยึดถือในการดำรงชีวิตมาช้านาน
แต่แม้ว่าการยอมรับศาสตร์วอร์ล็อคจะเป็นรอยด่างพร้อยในประวัติศาสตร์ของพวกออร์ค กระนั้นวอร์ชีฟธราลผู้มีจิตใจกว้างขวาง ก็ได้ยินยอมให้เก็บศาสตร์มืดนี้เอาไว้ใช้ เพื่อเป็นกำลังในการต่อกรกับพวกกองทัพปีศาจ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ศึกษาศาสตร์วอร์ล็อคก็จะต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อมิให้หลงใหลไปกับอำนาจมืดและถูกครอบงำจนกลายเป็นพวกปีศาจไปเสียเองอย่างที่เคยมีมาในอดีต
ต่อมาเมื่อฟอร์เซเคน(หรือเหล่าอันเดดที่หลุดพ้นจากการควบคุมของลิชคิง) ได้เข้ามาร่วมกับฝ่ายฮอร์ด ศาสตร์วอร์ล็อคก็ได้ถูกถ่ายทอดออกไป น่าแปลกที่พวกนั้นสามารถเข้าถึงวิชาได้ดียิ่งกว่าพวกออร์คซึ่งเป็นต้นตำรับเสียอีก อาจเป็นเพราะความตายนั้นเกี่ยวพันธ์กับความมืดอย่างแยกไม่ออก ผู้ที่อยู่ร่วมกับความตายอย่างฟอร์เซเคนจึงเหมาะสมยิ่งนักกับวิชาของวอร์ล็อค และแน่นอนว่าอำนาจเวทมนตร์แขนงใหม่ซึ่งทรงพลังเช่นนั้นย่อมเย้ายวนต่อพวกเราบลัดเอลฟ์อย่างยิ่งเช่นกัน ในที่สุดเราก็ยอมรับเอาศาสตร์แห่งความมืดนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเวทที่จะมีผู้ถูกคัดเลือกไปรับการฝึกฝนเพื่อการสงคราม และเจ้าเลซาร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น...
"ในฐานะของผู้รับใช้แสงสว่าง ข้ายอมรับไม่ได้ที่จะต้องทำงานกับสาวกของความมืดอย่างเจ้า!"
ข้ายังจำคำพูดที่ตะโกนใส่หน้ามันในวันแรกที่ได้รับภารกิจร่วมกันในการเดินทางไปเพื่อช่วยเหลือหมู่บ้านเล็กๆทางตอนใต้ของป่าเอเวอร์ซอง และที่จำได้แม่นกว่าคือสีหน้าเรียบเฉยและถ้อยคำอันเย็นชาราวกับน้ำแข็งที่ตอบกลับมา
"เจ้ากล่าวผิดทั้งสองประการ ซิดัส" เจ้าวอร์ล็อคยิ้มเหยียดประหนึ่งว่าข้าเป็นเพียงตัวตลกที่น่าสมเพช "ข้าไม่ได้รับใช้ความมืด แต่ข้าเป็นเจ้านายของมัน และเจ้าเองก็ไม่ได้ศรัทธาในแสงสว่าง เจ้าเพียงช่วงใช้อำนาจของแสงสว่างเท่านั้น เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจดี"
ถ้อยความดังกล่าวทำให้ข้านิ่งอึ้งไป ข้าพยายามจะเอ่ยปฏิเสธ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเรานักบวชบลัดเอลฟ์ตระหนักดีก็คือ แท้จริงแล้วพวกเรามิได้ถูกสั่งสอนให้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าและแสงสว่าง แต่เน้นการฝึกฝนเพื่อให้ใช้อำนาจแห่งแสงสว่างเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยมีนามของนักบวชอันทรงเกียรติเป็นเพียงเครื่องบังหน้าเท่านั้น และสิ่งนั้นเองที่ข้าพยายามจะเสแสร้งว่ามันไม่เป็นความจริงมาโดยตลอด
ตอนนั้นเลซาร์มันอาจจะเห็นสีหน้าของข้า มันเลยได้แต่ยักไหล่เบาๆแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก จากนั้นข้าจึงได้แต่ออกเดินทางตามมันไปเพื่อทำภารกิจให้ลุล่วง อย่างไรเสียหน้าที่ก็คือหน้าที่ ถึงจะไม่ถูกโรคกับเจ้าเพื่อนร่วมทางคนนี้เท่าไร แต่ข้าก็ยังพอจะมีความรับผิดชอบอยู่
ภารกิจหลายรูปแบบทำให้ข้าได้เห็นว่าปีศาจรับใช้ของวอร์ล็อคนั่นช่างมีประโยชน์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอสูรตัวเล็กที่เอาไว้ลอบยิงกระสุนไฟจากระยะไกล สัตว์ปีศาจรูปร่างคล้ายสุนัข(แต่น่าเกลียดน่ากลัวกว่ามากเพราะผิวหนังของมันเป็นเกล็ดลื่นๆ มีระยางสองเส้นอยู่บนหลัง และที่สำคัญคือไม่มีดวงตา...) ซึ่งสามารถสัมผัสถึงศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่โดยรอบได้ มิหนำซ้ำกันกลืนกินเวทมนต์ของศัตรูได้อีกต่างหาก นอกจากนี้ยังมีอสูรที่เกิดจากมวลความมืดรวมตัวกันเป็นร่างหยาบๆ เจ้าตัวนี้ดูจะทนทานมาก ข้าจึงเห็นเลซาร์ใช้มันให้เรับคมหอกคมดาบของศัตรูแทนเสมอๆ และตัวที่ร้ายกาจที่สุด(อย่างน้อยก็ในความเห็นของข้า) คือปีศาจที่มีรูปลักษณ์เหมือนหญิงงาม ความงามนั้นสมบูรณ์แบบที่สุดราวกับไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนโลกนี้ ทำให้ชายทุกคนที่พบเห็นต้องตะลึงหลงไหลราวกับต้องมนต์ได้ในทันที แต่หากไม่ติดอยู่ในบ่วงเสน่ห์หาของนางแล้วก็จะพบว่า นางปีศาจนั้นมีเขา ปีก และหาง รวมถึงเท้ากีบอย่างสัตว์สี่เท้า อันเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าปีศาจอย่างเห็นได้ชัดเจน
ไม่รู้ว่าเป็นเคราะห์กรรมอย่างไร งานของพวกเรามันถึงบานปลายออกไปเรื่อยๆจนต้องเดินทางต่อไปยังโกสต์แลนด์ ตอนนั้นเราสองคนได้รับภารกิจให้ไปดูลาดเลาของพวกไนท์เอลฟ์ที่มีข่าวว่าพวกมันเอาเรือมาเทียบชายฝั่งทางตะวันตก เมื่อเราไปถึงก็พบกับลานกว้างที่มีอุปกรณ์สร้างข่ายเวทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ตรงกับที่ได้รับรายงาน และเราก็ได้รับคำสั่งให้จัดการทำลายมันเสียหากพบ
"ข้าว่ามันมีอะไรแปลกๆ เครื่องมือสำคัญขนาดนี้จะไม่มียามเฝ้าดูแลเลยหรือไง" เลซาร์มันกระซิบบอกข้าซึ่งกำลังหงุดหงิด "อาจจะมีศัตรูซุ่มอยู่ ข้าจะเรียกเฟลฮาวด์ออกมาสำรวจดู"
"ลานว่างเปล่าอย่างนี้มันจะไปซุ่มที่ไหนล่ะ ดงป่าก็ล้อมอยู่ตั้งห่าง กว่าพวกมันจะโผล่ออกมาเราก็ทุบไอ้เครื่องบ้านั่นพังไปแล้ว" ข้าชักจะรำคาญ ใจตอนนั้นคิดว่าภารกิจนี้มันชักจะยาวนานเกินไปแล้ว รีบๆทำให้สำเร็จเสียทีเถอะแล้วจะได้กลับไปนอนเตียงนุ่มๆที่ซิลเวอร์มูน ว่าแล้วข้าก็หุนหันย่องออกไปในมืดตรงเข้าหาเครื่องมือเวทมนตร์ที่ส่องแสงสลัวอยู่นั้น
แต่ขณะที่ข้าจะลงมือจัดการกับอุปกรณ์นั้นเอง จู่ๆข้าก็รู้สึกถึงคมโลหะเย็นเฉียบที่จ่อเข้ามาที่ลำคอ พร้อมๆกับร่างใหญ่ของทหารไนท์เอลฟ์หลายคนที่โผล่ออกมาจากความมืดโดยรอบราวกับมายา
...ชาโดว์เมลด์อย่างนั้นหรือ... บ้าจริง!...
ข้าน่าจะระลึกได้ก่อนหน้านั้นว่าพวกไนท์เอลฟ์ที่ได้รับความคุ้มครองจากอีลูน สามารถที่จะล่องหนแอบแฝงในความมืดได้อย่างไร้ร่องรอย... ตอนนั้นพวกมันพูดจากันเสียงดังด้วยภาษาที่ข้าฟังไม่ออก ไนท์เอลฟ์คนหนึ่งตีเข่ากระแทกใส่ท้องข้าจนจุก แต่ก่อนที่ข้าจะทรุดล้มลงมันก็คว้าเส้นผมข้าเอาไว้แล้วจิกขึ้นมาเสียก่อน
"อิชนู อาลาห์"
เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากพวกไนท์เอลฟ์ที่รายล้อมข้าอยู่ให้หันไปมอง เป็นเจ้าเลซาร์นั่นเอง... ในขณะที่ข้ากำลังแปลกใจอยู่ว่าทำไมเจ้านั่นถึงพูดภาษาดาร์นาเซียนได้ เจ้าวอร์ล็อคก็เดินย่างสามขุมเข้าหากลุ่มศัตรูอย่างไม่ยี่หระ พวกมันดูท่าจะระแวงอยู่ว่าเหตุใดศัตรูจึงได้ทำท่ามั่นใจอย่างนั้นทั้งที่มีเพียงคนเดียว จึงตีวงโอบล้อมออกไปเป็นวงกลม ปล่อยให้เลซาร์เดินฝ่าเข้ามาจนเกือบจะถึงตัวข้าที่ถูกจับไว้อยู่
"อุดหูซะ" มันมองมาทางข้าแวบหนึ่งก่อนจะเหลือบตากวาดไปยังทหารศัตรูโดยรอบ
"บานดู โธริบาส!"
แล้วเลซาร์มันก็ตะโกนอะไรออกมาสักอย่างด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ข้าคิดว่าถ้อยคำดังกล่าวคงจะเป็นการท้าทายพวกไนท์เอลฟ์หรืออะไรทำนองนั้น เพราะทันทีที่ได้ยิน เจ้าพวกนั้นก็คำรามออกมาแล้วกรูเข้าหาเจ้าวอร์ล็อคอย่างเกรี้ยวกราด รวมถึงเจ้าคนที่จับตัวข้าไว้อยู่ด้วย
ขณะที่ข้าคิดว่างานนี้ต้องแย่แน่แล้วนั่นเอง... อยู่ๆเจ้าเลซาร์มันก็แหงนหน้าขึ้นฟ้า ...แล้วก็เริ่มส่งเสียง... หอนคำราม... มันเป็นเสียงที่น่ากลัวที่สุดที่ข้าเคยได้ยินตั้งแต่เกินมา เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนมีภาพหลอนของภูติผีปีศาจที่น่าสยดสยองมากมายโผล่ขึ้นมาในหัว ตอนนั้นข้ากัดฟันยกมืออุดหูหลับตาปี๋ จนกระทั่งมีมือของใครบางคนคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของข้า
"หนีสิวะ" เสียงเจ้าเลซาร์ทำให้ข้าได้สติ เมื่อข้าลืมตามองไปรอบๆก็พบกับพวกทหารไนท์เอลฟ์ที่กำลังส่งเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งราวกับเห็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต วิ่งกระจายกันออกไปคนละทิศละทาง แต่ด้วยแรงกระชากของเจ้าวอร์ล็อคก็ทำให้ข้ารู้ว่านั่นไม่ใช่เวลาที่จะมามัวตะลึงอยู่ ข้าพยายามวิ่งตามมันไป แต่ด้วยความจุกที่ยังค้างอยู่เมื่อครู่ ทำให้ข้าก้าวขาไม่ค่อยออกนัก
เมื่อเจ้าเพื่อนข้ามันเห็นอย่างนั้น มันก็เลยพยุงข้าไปหลบหลังต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล รออยู่หลายอึดใจจนข้าพอจะวิ่งได้ แต่ตอนนั้นเราก็พบว่าทางออกเดียวจากพื้นที่นั้นถูกขวางด้วยกองทหารของพวกไนท์เอลฟ์เสียแล้ว
"ข้าไปล่อพวกมัน เจ้าถือโอกาสนั้นหนีไป" มันพูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
"คิดจะทำตัวเป็นพระเอกนิยายเรอะ เจ้ากับข้าก็ไม่ได้สวมเกราะกันทั้งคู่ ไม่ใช่หน้าที่เจ้าจะต้องไปเสี่ยงคนเดียว" ข้าว่าออกไปอย่างนั้น ทั้งๆที่ในใจก็รู้ถึงความสิ้นหวัง "แล้วนี่ก็เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ฟังเจ้า ข้าจะรับผิดชอบเอง"
"ข้าไม่ได้พูดเพราะอยากเป็นพระเอก แต่ข้าพูดเพราะมันเป็นทางที่เราจะรอดได้ทั้งคู่" มันตอบเนิบๆ ว่าแล้วก็หยิบมีดพกขึ้นมาเบื้องหน้า
"ดูนี่"
สิ้นคำมันก็เอามีดกรีดลงไปบนท่อนแขนของตัวเอง ตอนนั้นข้าเกือบจะร้องออกมาอยู่แล้วว่ามันเป็นบ้าไปแล้วหรือ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่ารอยบาดลึกนั้นกลับกลายเป็นแค่รอยขีดข่วนอย่างที่ไม่ควรจะเป็น ขณะที่ข้ากำลังตะลึงอยู่นั้นเองก็เหลือบไปเห็นเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาจากขาหน้าของสุนัขปีศาจ และรอยแผลที่เพิ่งเกิดมาต่อหน้าต่อตานั้นก็เป็นขนาดเดียวกับแผลที่ควรจะเกิดจากการเอามีดกรีดตนเองของเจ้าเลซาร์ไม่ผิดเพี้ยน
"มันคือการเชื่อมวิญญาณ" เจ้าเลซาร์เริ่มอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงของข้า "บาดแผลของข้าจะถูกถ่ายทอดไปให้เจ้าปีศาจนี่ พวกมันไม่มีความเจ็บปวด และถึงจะเจ็บหนัก อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่สลายร่างกลับไปยังโลกปีศาจ จะเรียกกลับมาใหม่อีกกี่ครั้งก็ได้"
"แต่ว่า..." แม้ว่าอำนาจของวอร์ล็อคจะทำให้ข้าทึ่งอยู่ แต่ด้วยศัตรูจำนวนมากขนาดนั้นข้าก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้
"ไปเถอะ" เจ้าเลซาร์ไม่รีรอฟังคำคัดค้าน มันวิ่งออกจากที่กำบังตรงไปหาพวกไนท์เอลฟ์ ข้าเห็นอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่วิ่งตามมันออกไป ปล่อยให้มันขวางคมดาบและลูกธนูแทนข้า ข้าเห็นเลซาร์มันใช้เวทคำรามหลอนศัตรูอีกรอบ และร่ายคำสาปให้ศัตรูวิ่งเข้าใส่ได้ช้าลง แต่สิ่งที่ข้าพอจะทำได้ก็คือวิ่ง วิ่ง และวิ่ง และร่ายคาถารักษาสั้นๆเพื่อให้เลซาร์มันบาดเจ็บน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ข้าไม่รู้ว่าเราวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปไกลแค่ไหนหรือนานเท่าไร แต่ในที่สุดเราก็หนีจากวงล้อมของศัตรูได้ ข้าหันหลังกลับไปมอง และอุ่นใจขึ้นเมื่อเห็นเลซาร์วิ่งตามมาติดๆ ตอนนั้นข้าไม่เห็นวี่แววของศัตรูแล้ว แต่ว่า...ก็ไม่เห็นเจ้าหมาปีศาจของเจ้าเลซาร์ด้วยเหมือนกัน...
"นี่เจ้า!" ข้าต้องอุทานออกมาเมื่อเห็นเลซาร์มันล้มลง กลางหลังมันมีธนูปักอยู่สองดอก เลือดไหลเปรอะเปื้อนเสื้อคลุมแดงฉาน ข้ากระชากเสื้อคลุมของมันเปิดออกได้โดยง่ายเพราะมันถูกคมดาบฟันจนขาดวิ่นไปหมดแล้ว และเริ่มลงมือรักษาแผลให้มันทันที
"ข้าขอโทษจริงๆ..." ข้าว่าเสียงเครือ สองมือยังร่ายเวทรักษาไม่หยุด สักครู่หนึ่งเลซาร์มันก็เริ่มครางในลำคอ
"ทีหลังนะ..." มันเริ่มว่า ข้าคิดว่ามันคงจะก่นด่าข้าเรื่องที่ไม่มีความรอบคอบและไม่ฟังคำเตือนของมัน จึงได้แต่ก้มหน้ารับฟัง
"...อย่าลืมร่ายเวทรักษาให้ปีศาจของข้าด้วย..."
ข้าชะงักไปอีกรอบ เพิ่งนึกออกว่าถ้าทำแบบนั้นสัตว์ปีศาจก็คงอยู่รับบาดแผลให้วอร์ล็อคได้นานขึ้น ข้าตอบรับเบาๆจากนั้นก็รอฟังว่าเลซาร์มันจะว่าอะไรต่อ แต่มันก็ไม่ได้บ่นถึงความสะเพร่าของข้าอีกเลยแม้แต่คำเดียว ข้าได้แต่ยิ้มนึกขอบคุณในใจ และตั้งแต่นั้นมาเราก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
...ย้อนกลับมาถึงเรื่องมานาฟอร์กของท่านเคลธัส... ที่ข้าเผลอเล่ายืดยาวเรื่องของเลซาร์ก็เพราะต้องการจะเล่าให้ฟังถึงวิชาเวทของวอร์ล็อค ว่าเป็นเวทที่เกี่ยวข้องกับพลังแห่งความมืดและโลกปีศาจ ข้าจึงแปลกใจว่าเหตุใดเลซาร์มันจึงปฏิเสธพลังเวทเข้มข้นนั้นอย่างง่ายๆ
"ความมืดมีไว้รับใช้เรา แต่ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของเรา" เลซาร์มันว่าอย่างนั้น "เพราะเมื่อไรที่เรารับเอาพลังแห่งความมืดเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว เราก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน และถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอย่างที่มันต้องการ"
ในตอนนั้นข้ายังไม่เข้าใจคำพูดนั้นสักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะสรุปได้ว่าพลังนั้นคงมีอันตรายบางอย่าง แต่หากเป็นอย่างนั้น ท่านเคลธัสจะไม่รับรู้ถึงความอันตรายนั้นเชียวหรือ พลังเวทนี้หรือที่ท่านแสวงหาจะให้พวกเราบลัดเอลฟ์ได้ดื่มกิน ท่านเคยประสงค์จะไม่ให้เผ่าพันธ์ของเราพินาศจากการกระหายมานา บัดนี้เราพอจะมีชีวิตอยู่ได้แล้ว ท่านกำลังมองไปที่ไหนและต้องการอะไรอยู่กันแน่...
"สายของสครายเออร์รายงานมาว่าเจ้าชายเคลธัสยังมีชีวิตอยู่และปรากฏตัวขึ้นที่เควลดานาส นอกจากนี้ยังได้ระดมไพร่พลที่ยังสวามิภักดิ์อยู่เพื่อเตรียมการอะไรบางอย่าง" เสียงแหบห้าวเย็นเยียบคุ้นเคย ที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ข้าหันกลับไปมอง
"จริงหรือ?" ข้าหันไปถามอย่างไม่เชื่อหู พวกเราได้ยินข่าวชัดเจนมาก่อนหน้านี้ว่าท่านเคลธัสถูกสังหารโดยผู้เก่งกล้ากลุ่มหนึ่งในหอกลางของนาวาเวหา 'เทมเปสต์คีพ' ซึ่งได้ชิงเอาดวงแก้วเวทมนต์ 'เวอร์แดนท์ เสฟียร์' ของเจ้าชายมาเป็นหลักฐานอีกด้วย อย่างไรก็ตามคำพูดของคาริสก้า สมาชิกอาวุโสของกิลด์ก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถืออยู่เสมอ
คาริสก้าเป็นวอร์ล็อคฟอร์เซเคน เขาเป็นคนร่างสูง ใบหน้าตอบเป็นหนังหุ้มกระดูกแต่ก็มีเค้าว่าเคยมีรูปงาม หากแต่โดยรูปลักษณ์ภายนอกนั้นก็ไม่สามารถบอกได้ว่าป็นเผ่าพันธ์ใดมาก่อน เพราะผิวกายนั่นก็ซีดเป็นศพไปแล้ว ครั้นจะดูใบหูก็ไม่เหลือให้เห็น(เจ้าตัวบอกว่าคงโดนหนูแทะไปตอนตายใหม่ๆ) ข้าเคยได้ยินสมาชิกในกิลด์คนหนึ่งถามถึงชีวิตก่อนความตายของเขา แต่เจ้าตัวก็ได้แต่หัวเราะหึๆ แล้วก็เลี่ยงไปคุยเรื่องอื่นเสียทุกครั้งไป
จะว่าไปแล้วเท่าที่ข้าเห็น ฟอร์เซเคนส่วนใหญ่มักจะพูดน้อย แต่คาริสก้านั้นดูจะแปลกไปสักหน่อย เพราะเขาเป็นคนที่ชอบสื่อสารกับคนอื่นมาก เขามักจะพกลูกแก้วลูกหนึ่งติดตัวไว้เสมอ ถ้าข้าจำไม่ผิดมันจะเป็นลูกแก้วอาคมที่เรียกว่า 'มิสน์' หรือที่มักจะเรียกกันว่า 'เครื่องสื่อสาร มิสน์' ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารกับบุคคลอื่นๆที่ห่างไกลออกไปได้ ข้าไม่แน่ใจนักว่าคาริสก้ามีเรื่องอะไรที่ต้องติดต่อกับผู้คนมากมายอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกคนในกิลด์ก็มักจะเห็นเขาใช้ลูกแก้วนี้อยู่เสมอ แม้กระทั่งเวลาที่ออกรบ การที่เห็นคาริสก้าร่ายเวทไปสื่อสารผ่านมิสน์ไปก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกตานัก
"ข้าคิดว่าเจ้าคงมีเรื่องข้องใจในการกระทำของเคลธัสสินะ" ในตอนนั้นเองคาริสก็ถามข้าขึ้นมา แม้ว่าในใจของข้าจะคิดเช่นนั้นจริง แต่ข้าเองก็ไม่กล้าตอบอะไรออกไป
"เช่นนั้นแล้ว เหตุใดจึงไม่ไปถามเขาด้วยตนเองเลยเล่า" คาริสก้าเอ่ยถามต่อราวกับล่วงรู้ความคิดของข้า
"ท่านอย่าล้อข้าเล่น หากแม้ท่านเคลธัสยังมีชีวิตอยู่จริงและได้กลับไปยังเควลดานาส ป่านนี้ท่านก็คงอยู่ในตำหนักจอมเวท ซึ่งก็คงถูกคุ้มกันแน่นหนา เราจะเข้าไปได้อย่างไร" ข้ายักไหล่ตอบกลับ
"ถ้าข้าบอกว่า ข้าสามารถพาเจ้าเข้าไปได้เล่า"
คำพูดเรียบๆของคาริสก้าทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ข้าหันไปมองหน้าเลซาร์อย่างชั่งใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง สุดท้ายมันก็เพยิดหน้าให้ข้าเป็นคนตัดสินใจเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้ข้าได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะตัดสินใจหันไปหาคาริส
"บอกข้ามาเถิด ว่าพวกเราต้องทำอย่างไร"
......................................................
ปล. แบ็คกราวด์ของ Netherstorm ประวัติของ warlock และภาษา Darnassian ที่ใช้เอามาจาก wowwiki ครับ
"Ishnu-alah" = Greeting
"Bandu Thoribas!" = Prepare to fight!
ส่วนตำหนักจอมเวทก็มาจาก Magister's Terrace ครับ
edit @ 20 Apr 2008 13:58:44 by Dr.Cid
edit @ 24 May 2008 14:24:13 by Dr.Cid
แต่ตอนนี้ทำแบบนั้นน้อยลงแล้วจริงๆนะ