Chiff
ชิฟ...
อีกคนที่ต้องพูดถึง คงไม่พ้น...ไอ้ชิฟ... ไอ้ชิฟ... ไอ้ชิฟ...
ไอ้ชิฟ... มันเป็นออร์คประหลาด ที่ต้องเกริ่นไว้ก่อนว่าประหลาด เพราะมันมีความประหลาดหลายอย่าง ประการแรกเลยก็คือชื่อ... ให้ตายเถอะ มีออร์คที่ไหนชื่อเหมือนลูกหมาลูกกระรอกอย่างนี้บ้าง พวกออร์คปกติจะใช้ชื่อที่เปี่ยมพลังและน่าเกรงขาม ไม่ว่าจะเป็นเหล่าวีรบุรุษเช่นดังออกริมม์และดูโรทาน เดรคธาร์ กรอมมาช หรือแม้แต่ศัตรูที่่น่าชิงชังอย่างเนอร์ซูลและกูลแดน อาจจะเว้นเสียแต่วาร์ชีฟธราลไว้คนหนึ่งที่ยอมใช้นามว่า "ทาส" ตามภาษามนุษย์และไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง (แต่นามจริงของท่านคือโกเอล ที่มาจากภาษาโบราณแปลว่า "ผู้กอบกู้เกียรติยศ") ย้อนกลับมาถึงไอ้ชิฟ ข้าเคยถามมันว่าบุพการีของมันคิดอย่างไรหรือ ถึงได้ตั้งชื่อลูกออกมาผิดแปลกออร์คอย่างนี้ได้ แต่เมื่อมันบอกว่ามันไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่หรอก ตั้งแต่จำความได้ก็เป็นเด็กออร์คเร่ร่อนมาตลอดแล้ว ข้าก็เลยต้องเงียบไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ แต่มันก็เล่าต่อได้หน้าตาเฉยว่าชื่อนี้มันตั้งให้ตัวมันเอง ตั้งแต่สมัยเด็กที่มันหนีออกจากค่ายทาสในฮิลส์แบรด ระหกระเหินหนีไปตามป่าเขาอย่างไม่มีจุดหมาย อาศัยขโมยผักหญ้าของมนุษย์ชาวไร่ชาวสวนกินไปวันๆ ถูกตามไล่ล่าก็บ่อยจนเป็นเรื่องปกติ จนวันหนึ่งได้เจอสัตว์สี่ขาตัวเล็กๆตัวหนึ่งติดกับดักพราน (มันมารู้เอาไม่นานมานี้ว่าไอ้เจ้าตัวแบบนั้นเรียกว่าหมา) มันสงสารเข้าก็เลยช่วยเอาไว้ พอมันเล่ามาถึงตรงนี้ข้าก็ท้วงมันไปว่าน้ำเน่าสิ้นดี ตัวมันอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นยังมีใจจะไปช่วยเหลือใครลงอีกหรือ ไอ้ชิฟมันก็ยิ้มแยกเขี้ยวแล้วก็ถอดรองเท้าบูทเน่าๆของมันออกมาให้กลิ่นที่เน่ายิ่งกว่าโชยคลุ้ง แต่ข้าก็ลืมสนใจเรื่องกลิ่นไปทันทีเมื่อได้เห็นรอยแผลเป็นใหญ่ฉกรรจ์ที่ข้อเท้าของมัน ดูเหมือนจะมากกว่าแผลเดียวซะด้วย...
"ตอนนั้นข้ายังไม่เข้าใจเรื่องความเมตตาหรือสงสารหรอก" มันว่ายิ้มๆ ก่อนที่ข้าจะบังคับให้มันสวมรองเท้ากลับคืนไปโดยเร็วเนื่องจากข้ากลัวจะหมดสติไปเสียก่อน แล้วมันก็เล่าต่อว่าตอนนั้นมันรู้แต่ว่าการโดนไอ้ซี่เหล็กคมๆเฉือนลึกเข้าไปในเท้าน่ะมันเจ็บปวดทรมานขนาดไหน ตัวมันยังดี มีแรงแกะไอ้กับดักพวกนี้ได้เอง แต่เจ้าตัวเล็กสี่ขานั่นคงไม่มีทางทำได้แน่ มันก็เลยช่วยปลดกับดักออก แล้วก็ดูแลแผลของเจ้าสัตว์นั่นเช่นเดียวกับวิธีที่ทำให้ตัวมันเองหายเจ็บ ทำกับตัวเองมาอย่างไรก็ทำกับเจ้าสัตว์นั่นอย่างนั้น ไม่รู้หรอกว่าวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มันพักอยู่ในถ้ำแถวนั้น หาน้ำและอาหารมาให้เจ้าสัตว์นั่นกิน ผ่านไปสี่ห้าวันเจ้าสัตว์นั่นก็พอเดินได้กระย่องกระแย่ง เล่ามาถึงตอนนี้ท่านคงชักเริ่มรำคาญว่า แล้วมันเกี่ยวอย่างไรกับชื่อชิฟนั่นเล่า ในตอนนั้นเองข้าก็กำลังจะเอ่ยปากถามมันเหมือนกัน แต่พอมันเห็นปากข้าเผยอมันก็รีบตัดบทเล่าต่อ ว่าเช้าวันหนึ่งขณะที่มันกำลังนอนเล่นอยู่กับเจ้าหมานั่น ก็ได้ยินเสียงเด็กมนุษย์ตะโกนแว่วๆมาว่า "ชิฟ... ชิฟ..." ทันใดนั้นเจ้าหมาก็วิ่งขาเขยกตรงพรวดออกจากถ้ำตรงไปยังต้นเสียง มันที่วิ่งตามไปห่างๆก็แอบเห็นเด็กมนุษย์กับผู้ใหญ่สองสามคนพร้อมอาวุธครบมือ เห็นเจ้าหมาที่มันช่วยเอาไว้โผเข้าใส่เด็กมนุษย์นั่นก็พอจะสรุปได้ว่าทั้งสองคงรู้จักกัน และชิฟคงเป็นชื่อของเจ้าตัวเล็กนั่น (ตอนนั้นมันยังไม่เข้าใจคำว่าสัตว์เลี้ยง)
ข้าไม่อยากเปิดโอกาสให้มันได้เล่าถึงความเศร้าของการพรากจากเพื่อนคนแรกหรืออะไรเลี่ยนๆทำนองนั้น เลยรีบตัดบทร้องขึ้นว่า "แล้วเจ้าก็เอาชื่อเจ้าหมานั่นมาตั้งเป็นชื่อตัวเองเนี่ยนะ?" มันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยิ้มแยกเขี้ยวเหลืองๆหันมาตอบข้าว่า "มันก็น่ารักดีไม่ใช่หรือไง" ว่าแล้วมันก็ทอดสายตาขึ้นไปมองฟ้าเหมือนจะระลึกความหลัง "...ตอนนั้นข้ายังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ ว่าชื่อมันมีความสำคัญยังไง"
เมื่อไอ้ชิฟมันพูดขึ้นมาอย่างนี้ ข้าจึงสำนึกขึ้นมาได้ ว่าเด็กที่ไม่เคยมีพ่อแม่ ไม่เคยได้ยินแม้เสียงเรียกชื่อของตน มันจะช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวสักเพียงใด
"...แต่อะไรบางอย่างบอกข้าว่า ข้าต้องมีตัวตนต่อไป ข้าต้องมีชื่อ และชื่อนั้นก็เป็นชื่อแรกที่ข้าเคยได้ยิน ข้าก็เลยตัดสินใจที่จะเรียกตัวเองว่าชิฟตั้งแต่นั้นแหละ" มันว่าต่อโดยที่ไม่ได้หันมามองข้า เราสองคนเงียบกันไปพักหนึ่ง ก่อนที่ข้าจะตบไหล่เจ้าเพื่อนออร์คเบาๆ
"งั้นก็ไปกันเถอะ ชิฟ ได้เวลาแล้ว เรานัดเขาไว้ที่คอยล์แฟงก์ไม่ใช่หรือ" ข้ารู้สึกเหมือนว่าข้ากล้าเรียกชื่อของชิฟเต็มๆปากเป็นครั้งแรก มันพยักหน้าให้ข้า แล้วเราก็ออกเดินทางไปพร้อมกัน...
ครั้งนั้นเองข้าก็ได้เรียนรู้ว่า แม้แต่ออร์คเอ๋อๆอย่างไอ้ชิฟ ก็ยังมีด้านที่น่านับถือ มันผ่านโลกผ่านความลำบากมากกว่าข้ามากมายนัก ข้าเองคงจะต้องเรียนรู้โลกให้มากขึ้น ต้องรู้จักผู้คนให้มากขึ้น ต้องมองสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งมากขึ้นไม่ใช่ฉาบฉวยเพียงเปลือกนอก...
แล้วข้าก็ได้เรียนรู้ว่า... การมีความรู้สึกดีๆให้กับไอ้ชิฟ... มันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์จริงๆ...
...ย้อนกลับมาเรื่องความประหลาดของไอ้ชิฟ... ความประหลาดข้อสองที่รบกวนจิตใจข้ามาจนถึงทุกวันนี้... นั่นก็คือ... มันชอบทำตาใสอ้อนใส่ข้า...
ท่านลองนึกดูเถอะ ออร์คน่ะออร์ค ออร์คตัวใหญ่ๆล่ำสันบึกบึน ผิวเขียวๆ เขี้ยวยาวๆ นั่นแหละ มาจ้องหน้าทำตาใสเป็นประกายใส่ท่านเวลาจะขอร้องอะไรๆ...
เรื่องของเรื่องคือชิฟมันก็เหมือนคนอื่น เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่ต้องมีการทำอะไรผิดพลาดบ้าง แต่เนื่องจากมันเป็นนักรบ ทำหน้าที่เป็นโล่ห์ของกลุ่มซึ่งเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่ง ความผิดพลาดของมันการันตีความฉิบหายของกลุ่มเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนักดี เมื่อมันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แล้วไอ้สิ่งที่พินาศฉิบหายมันก็ฉิบหายไปแล้ว เพียงคำขอโทษสักคำก็พอที่จะทำให้ความขุ่นเคืองต่างๆมันเบาบางจางลงได้ไม่ยาก
ปัญหาคือไอ้ชิฟมันเป็นคนปากหนัก ข้าก็เห็นใจว่ามันเป็นเด็กกำพร้า โตมาคงไม่ค่อยได้มีคนอบรมสั่งสอน จะให้มีคำขอโทษออกจากปากของมันสักคำนั้นยากยิ่งกว่าเอาชัยชนะเหนือวาร์ซองก์กัลช์สิบรอบติดต่อกันเสียอีก ด้วยสาเหตุนี้ร่วมกับอีกสาเหตุหนึ่งที่จะกล่าวถึงต่อไป ทำให้บางครั้งข้าและพวกก็รู้สึกหงุดหงิด ไม่อยากที่จะลากคอมันร่วมทางไปไหนต่อไหน
กรณีถัดมาก็คือยามลงลานประลอง พวกเราจะร่วมแข่งขันในงานประลองอาทิตย์ละครั้งเพื่อจัดอันดับ เบี้ยที่ได้รับจากการประลองจะสามารถสะสมเอาไว้เพื่อแลกเกราะและอาวุธชั้นดี ตัวข้าเองไม่ได้ชื่นชอบกับการประลองนักหรอกแต่เกราะและฆ้อนงามๆเหล่านั้นมันก็ช่างเย้ายวนจนเกิดจะอดใจได้ ข้าเองมีเพื่อนสนิทไม่กี่คน สุดท้ายจึงต้องมาร่วมหัวจมท้ายกับไอ้ชิฟ แต่ข้าน่าจะเอะใจสักนิดจากเรื่องของมันตอนเด็ก...เรื่องขาของมัน... ในยามสู้กับพวกปีศาจอสุรกาย ข้าไม่เคยได้สังเกตเรื่องนี้ แต่เมื่อพวกเราเริ่มเข้าร่วมการประลอง ปัญหาที่ซ่อนอยู่มันก็แดงออกมา... ขาของไอ้ชิฟมันมีปัญหาจริงๆ...
ท่านคงจะนึกภาพตามได้ไม่ยาก นักรบนั้นต้องอาศัยการต่อสู้ประชิดตัว แต่กับคู่ต่อสู้ที่จู่โจมระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นฮันเตอร์ จอมเวทย์ วอร์ล็อค ตลอดจนชาแมนและดรูอิดสายเวทย์ ซึ่งใช้การโจมตีแบบซัดยิงแล้วถอยห่าง "ขา" นั้นเป็นเหมือนอาวุธที่สำคัญที่สุดของนักรบที่จะทำให้เข้าถึงตัวคู่ต่อสู้เหล่านั้นได้ และเมื่อไอ้ชิฟมันมีปัญหาที่ขา...มันก็สูญเสียอาวุธที่สำคัญนั้นไป... ไอ้ที่ควรจะไล่เขาถึงตัวก็กลับไม่ถึงอยู่ร่ำไป... บ่อยครั้งที่มันเงื้อขวานจะลงท่าปลิดชีพแต่แล้วก็กลายเป็นฟาดลมฟาดอากาศไป และปัญหานี้ก็ทำให้กลุ่มของพวกเราพ่ายแพ้อยู่บ่อยครั้ง จนข้าเองก็เริ่มท้อ ข้าเข้าใจว่าความพ่ายแพ้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของไอ้ชิฟมันคนเดียวหรอก แต่จุดอ่อนของไอ้ชิฟมันก็ชัดเจนเกินไป ยิ่งเมื่อเทียบกับนักรบคนอื่นที่ข้าเคยร่วมประลองฝ่ายเดียวกัน ข้าเห็นได้ชัดเจนถึงความแตกต่างในการเข้าประชิดตัว ทั้งๆที่เรื่องพละกำลัง ทักษะ ไหวพริบ เชิงยุทธ์ ไอ้ชิฟมันก็ไม่ได้เป็นรองใครหรอก... ผิดแต่ขาของมันเท่านั้น... แต่จะทำอะไรได้เล่า...
นั้นเป็นสองเรื่อง...ที่หลายครั้งทำให้ข้าอยากจะบอกไอ้ชิฟว่า... "ชิฟเอ๋ย ข้าให้เจ้าไปด้วยไม่ไหวแล้วล่ะ..." แต่ทุกครั้งที่ข้าจะปฏิเสธมัน มันก็จะมาจ้องหน้าข้าทำตาเป็นประกายวิบวับ ถ้าเปล่งเป็นเสียงคงจะแปลได้ว่า พาข้าไปด้วยเถิด นะๆๆๆๆ นะสักสิบรอบร้อยรอบ จนข้าต้องใจอ่อนอยู่ร่ำไป...
(ปล. ปัจจุบันนี้อาการปากหนักของไอ้ชิฟดีขึ้นมาก เนื่องจากได้รับการอบรมบ่มนิสัยไปพอสมควร แต่เรื่องขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง...)
สำหรับเรื่องประหลาดเรื่องสุดท้าย ข้าคงต้องเล่าก่อนว่าไอ้ชิฟมันมีเมียแล้ว แล้วมันก็มีลูกสองคน ...เปล่า ไอ้มีลูกเมียน่ะไม่ได้ประหลาดอะไรนักหรอก (ถึงข้าจะแปลกใจอยู่ว่าออร์คเอ๋อๆอย่างมันจะหาเมียได้ยังไง) แต่ที่ประหลาดและรบกวนจิตใจข้ามากถึงทุกวันนี้ก็คือ เรื่องที่มันหอบลูกไปเลี้ยงตอนออกผจญภัยด้วย! สิ่งนี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับข้าและพรรคพวกเป็นอย่างมาก ข้าเคยถามมันว่าถ้าปล่อยลูกไว้ให้แม่มันเลี้ยงที่บ้านมันจะตายหรืออย่างไร มันก็ตอบข้าว่ามันและเมียตกลงกันแล้วว่าจะเลี้ยงลูกคนละคน แล้วลูกสาวที่ยังแบเบาะก็ติดมันแจ หากเจ้าพ่อออร์คออกห่างเกินรัศมีสามสิบหลาจะร้องไห้จ้าขึ้นมาทันที ข้ารับฟังดังนั้นแล้วก็ได้แต่กุมขมับ อยากจะออกปากไล่มันกลับบ้านไปพร้อมกับลูกเสียเหลือเกิน แต่มันก็ส่งสายตาวิบวับอย่างที่ได้เล่าไป เล่นเอาข้าต้องใจอ่อนตามเคย...
น่าแปลกอยู่เหมือนกัน ที่ลูกสาวของไอ้ชิฟ ถึงจะถูกตะเบงอยู่บนหลังขณะที่เจ้าตัวพ่อกำลังแกว่งดาบและโล่ห์อย่างดุเดือดนั้น ก็ไม่ใคร่จะร้องโยเยสักเท่าไหร่ ...แต่ก็แค่บางวันเท่านั้น... หลายครั้งที่เราต้องหยุดพักเพื่อให้เจ้าพ่อออร์คให้นมลูก (นมวัวกระมัง ข้าเห็นมันใส่ขวดมา) อุ้มให้เรอ เปลี่ยนผ้าอ้อม กล่อมให้หลับ บางวันต้องหยุดเดินทางหลายครั้ง หยุดแล้วหยุดอีก หลายรอบจนน่าเบื่อหน่าย แต่บางครั้งข้าก็รู้สึกเอ็นดูปนสงสาร พวกเพื่อนๆในกลุ่มเดียวกันก็มีบ้างที่รำคาญ แต่ในที่สุดก็กลายเป็นความเคยชินของพวกเราไป ที่จะต้องมีนังเด็กน้อยนี่ร่วมทางกับพวกเราไปเสมอ แต่ความรู้สึกส่วนตัวข้าหรือ...ข้าก็แค่สงสารพ่อของมันเท่านั้นแหละ...ท่านเอ๋ย...ข้าเกลียดเด็กอย่างกับอะไรดี...
แล้ววันซวยของข้าก็มาถึงจนได้... วันนั้นหากข้าจำไม่ผิด.... เรากำลังต่อสู้กับฮาร์บิงเกอร์ สคีริส ผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้าย เปิดผนึกสิ่งมีชีวิตอันร้ายกาจทั้งหมดที่เหล่านารูได้เคยกักขังไว้ในคุกเวหาอาร์คาทราซให้ออกมาอาละวาด เรารุกไล่สคีริสจนได้เปรียบ ฝ่าฟันผ่านร่างแยกและภาพมายาของมันจนกำลังจะเอาชนะได้ แต่แล้วไอ้ชิฟมันก็เริ่มมีท่าทางแปลกๆ มันดึงความสนใจสคีริสได้น้อยลง จนเพื่อนข้าที่กำลังเค้นพลังโจมตีอยู่กลับโดนเล่นงานไปแทน
"เฮ้ย! ทำบ้าอะไรของเจ้าวะชิฟ!" ข้าตะโกนออกไปโดยที่มือไม่ได้หยุดร่ายเวทย์รักษา
"...ลูกร้อง..." เจ้าออร์คตอบเสียงอู้อี้ พยายามไปลากสคีริสที่กำลังหวดระยางค์ใส่เพื่อนข้าอย่างเมามันกลับมา
"หา?"
"...ลูกข้าร้อง..."
"ทนอีกนิดสิวะ! อีกเดี๋ยวก็ล้มมันได้แล้ว!" ข้าตะโกนอย่างหัวเสีย
"ลูกร้อง...ข้าไม่มีสมาธิ..." ไอ้ชิฟครางเสียงเครือเหมือนจะร้องไห้ พยายามจะดึงความสนใจจากเจ้าสัตว์ปรหลาดกลับคืนมา แต่ข้าก็เห็นว่ามันแค่ฟาดดาบและโล่ห์เปะปะ ไม่ได้มีความตั้งใจจะออกท่าออกทางอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวได้เลย
"บ้าเอ้ย!" ข้าสบถ ในตอนนั้นนอกจากข้าก็ไม่มีใครพอจะทำอะไรได้ พวกฮันเตอร์และจอมเวทย์กำลังวิ่งหนีเอาตัวรอดจากสคีริส ส่วนข้าซึ่งรักษาบาดแผลให้กลุ่มอย่างเดียวไม่ค่อยจะทำให้มันสนใจนัก ...เอาก็เอาวะ ข้าคิดในใจ เพราะถ้าข้าไม่ทำอะไรซักอย่างพวกเราคงไม่ได้เหลือชีวิตรอดไปจากที่นี่เป็นแน่ ข้าวิ่งไปหาไอ้ชิฟ ปลดห่อเด็กที่แขวนอยู่บนหลังของมันออก พยายามจะแกว่งให้หยุดร้องเหมือนที่เคยเห็นเขาทำกัน แต่ก็ไม่เห็นจะได้ผล
"นม...นม..." ไอ้ชิฟระล่ำระลักขึ้นพลางโบ้ยหน้าไปยังห่อผ้าที่ข้าเพิ่งปลดไปวางบนพื้น ระหว่างนั้นเองข้าก็กำลังจะหน้ามืดลงไปรอมร่อ ข้าไม่อยากอุ้มเด็ก ไม่อยากเลย... แต่ครั้นแล้วข้าก็กัดฟัน ล้วงลงไปควานหาขวดนมในห่อผ้า ทันทีที่ควานพบก็รีบคว้าเอามายัดปากนังเด็กออร์คทันที ข้าโล่งใจวูบหนึ่งนึกว่าเรื่องคงจะจบ แต่ครู่เดียวก็พบว่านังหนูไม่ผลักขวดนมออก ไม่ยอมกิน และไม่ยอมหุบปากลงอย่างที่คาด กลับร้องไห้จ้าขึ้นมาอีก... พริบตานั้นเองข้าก็สัมผัสได้ถึงความเละ เปียก แฉะ ในอุ้งมือซ้ายของข้าที่อุ้มนังหนูอยู่
"...ลูกเจ้า...มันอึ..." ข้าครางออกมา เสียงเครือไม่แพ้เจ้าพ่อออร์คที่กำลังดันโล่ห์ต้านระยางค์ทั้งสี่ของสคีรีสอยู่ข้างกัน
"...ผ้าอ้อม...หลังข้า..." ไอ้ชิฟกัดฟันตอบหลับ เสียงฟังชัดว่ากำลังต้านแรงคู่ต่อสู้อยู่อย่างสุดกำลัง ตอนนั้นข้าอยากจะร้องจ๊ากแล้ววิ่งเป็นบ้าไปให้ทั่วคุกอาร์คาทราซ แต่ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้าข้าพร้อมกับการปรากฏตัวของเทพธิดา... อา...นางช่างงดงามนัก... นางเอื้อมฝ่ามือเรียวงามทั้งสองโอบรอบใบหน้าข้าราวกับจะปลอบโยน ก่อนที่นางจะกระซิบแผ่วเบาว่า "พยายามเข้านะ... ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้..."
ประโยคที่คุ้นเคยทำให้ข้าตาเบิกโพลง กลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง ตัวข้าในตอนนี้มีกิจสำคัญที่มีข้าผู้เดียวเท่านั้นที่ทำได้ ข้าจะต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กคนนี้เพื่อกอบกู้โลก! ตั้งใจได้แล้วข้าก็ลงมือเปลี่ยนผ้าอ้อมอย่างบ้าคลั่ง แต่ภาพอึและฉี่ของนังหนูก็ทำให้จิตใจของข้าเกินรับไหว และแล้วสติของข้าก็ดับวูบลงไปเมื่อใดไม่อาจทราบได้...
"ซิดัส...ซิดัส..."
เสียง...ไอ้ชิฟ... เสียงไอ้ชิฟปลุกข้าให้สะดุ้งตื่นขึ้น
"สคี...สคีริสล่ะ!" ข้าพรวดพราดลุกขึ้นนั่งจึงได้เห็นว่ารอบกายมีพรรคพวกกำลังนั่งมองมาอย่างเป็นห่วง และที่ยืนเด่อยู่นั่นคือไอ้ชิฟที่กำลังอุ้มลูกสาวตัวดีไกวไปมาเบาๆ
"มันจบไปแล้วล่ะ ขอบใจเจ้ามากนะซิดัส" ไอ้ชิฟยิ้มให้ข้า น้ำเสียงยังใสซื่อเหมือนที่เคยเป็น
"ขอบคุณอาสิลูก" เจ้าออร์คย่อตัวลง พลิกห่อผ้าให้ลูกสาวหันหน้ามาทางข้า เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มองหน้ายัยหนูชัดๆ เด็กออร์คยังไม่มีเขี้ยว น่าเอ็นดูไม่แพ้เด็กเอลฟ์ ยัยหนูร้องอ้อแอ้ ทำปากเหมือนจะยิ้ม ข้าเองก็อดจะยิ้มตอบไม่ได้
แต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้นแหละ... ไม่ว่ายังไงข้ายังเกลียดเด็ก เกลียดเด็ก เกลียดเด็กจริงๆ ไม่เอาอีกแล้วโว้ยยยยยย!
นั่นคือความรู้สึกในใจข้าล่ะ...
...................................................................................................
Author's note: นอกจากเรื่องชื่อ ครั้งนี้สร้างจากเรื่องจริง 60%
edit @ 26 Jan 2008 20:47:01 by Dr.Cid