นั่งทำไอ้แบบนี้อยู่ เหนื่อยชะมัด แต่รู้สึกว่านักเรียนจะสนใจดี
ว่าแต่จะโดนลิขสิทธิ์มั้ยเนี่ย orz
นั่งทำไอ้แบบนี้อยู่ เหนื่อยชะมัด แต่รู้สึกว่านักเรียนจะสนใจดี
ว่าแต่จะโดนลิขสิทธิ์มั้ยเนี่ย orz
(เรื่องย่อ อันเซลมา โดย พัณณิดา)
ยาเรฟ เจ้าชายหนุ่มผู้หนีออกจากวังด้วยกลัวจิตใจตัวเองที่คิดจะแย่งตำแหน่งรัชทายาทจากพี่ชาย ซึ่งลึกๆแล้วเขาก็คิดว่าตนเองมีความเหมาะสมกว่า ทั้งยังมีผู้คอยกระซิบสนับสนุนให้โค่นบัลลังก์พี่ชาย ยาเรฟกลัวด้านมืดของตนเองที่จะทำตามความคิดลึกๆนั้น จึงหนีออกจากวังก่อนที่บิดาจะสิ้นใจ เขาไม่ได้กลับไปยังวัง และไม่ได้อยู่ดูวาระสุดท้ายของบิดา
วันหนึ่งยาเรฟที่ร่อนเร่เป็นคนพเนจรรับจ้างหาเช้ากินค่ำเมาหัวราน้ำ ได้พบกับหญิงสาวผู้เป็นคนทรงของเทพี "ดานาห์" เทพีแห่งน้ำผู้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยการเต้นรำเพื่ออัญเชิญดานาห์ประทับร่าง และให้คำนายและแนะนำเพื่อให้ผู้เดือดร้อนพ้นทุกข์ คนทรงของดานาห์ซึ่งเห็นวิญญาณพยัคฆ์บนร่างของยาเรฟรู้ได้ในทันทีว่าชายผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา จึงได้ร้องขอให้ยาเรฟช่วยนำทางตนไปยังที่แห่งหนึ่ง ซึ่งดานาห์จะใช้สตรีที่เป็นร่างทรงเดินทางไปเมื่อถึงเวลา ยาเรฟถามหาสิ่งตอบแทน คนทรงของดานาห์จึงได้ให้เขาเห็นสิ่งที่เขาอยากเห็นที่สุด นั่นคือวาระสุดท้ายที่สงบของบิดา ยาเรฟที่ยังไม่เชื่อถือในอำนาจของเทพีดานาห์ได้แต่ประหลาดใจว่าภาพที่เห็นเป็นความจริงหรือมายา แต่ก็ตกปากรับคำช่วยเหลือคนทรงของดานาห์
ระหว่างการเดินทาง ยาเรฟได้รู้จากเพื่อนร่วมเดินทางว่า คนทรงของดานาห์ที่ออกเดินทางเมื่อถึงเวลา สุดท้ายไม่มีใครได้กลับมา ตามความเข้าใจของคนทั่วไปก็คือ คนทรงเหล่านั้นจะเลือกชายหนุ่มให้เดินทางไปกับตน และสุดท้ายก็ให้สังหารตนเสีย เพื่อให้วิญญาณไปรวมกับดานาห์ หรือไม่ก็อาจจะปลิดชีวิตตนเอง
(ร่างทรงของดานาห์ จะถูกเรียกว่าดานาห์)
(เริ่มบทนิยาย)
ตอนที่ยาเรฟกระชากผ้าม่านเข้ามา ดานาห์อยู่ในรถม้า กำลังจัดข้าวของของตน ปรกติยาเรฟไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อนเลย ทุกคครั้งเขาต้องเคาะขอบรถ ขออนุญาตเธอก่อนเสมอ ดังนั้นหญิงสาวจึงออกจะตกใจ
เธอมองเขา และเห็นว่าสีหน้าของยาเรฟช่างแปรไปมากมาย... แปรไปยิ่งกว่าตอนที่เธอบอกว่าจะให้เขาเห็นภาพเมื่อพ่อเสียชีวิตอีกกระมัง
"ดานาห์" ชายหนุ่มกัดฟัน หอบหายใจเพราะวิ่งตัดขบวนเกวียนมา เขาพยายามตั้งสติอย่างสุดความสามารถ แต่ถึงกระนั้น เสียงก็ยังคงสั่นสะท้านและแหบประหลาด
"เหตุใดท่านจึงไม่บอกข้า ข้าไม่ต้องการนำทางท่านไปตาย"
"พ่อค้าในขบวนบอกข้าหมดแล้ว" ชายหนุ่มพูดต่อไปโดยเร็ว "เมื่อถึงเวลาอันสมควร พวกท่านดานาห์จะเลือกชายหนึ่งเป็นผู้นำทาง ดานาห์จะให้เขานำไปยังสถานที่ลับแลซึ่งไม่เคยมีใครรู้ว่าเป็นที่ใด หลังจากหายไปเป็นเวลาหลายวัน ชายผู้ถูกเลือกจะกลับมาคนเดียว เขาเล่าว่าดานาห์ให้ชายนั้นฆ่าตน เพื่อจะได้ตายไปรวมกับเทวีแห่งน้ำ ดานาห์ ข้าไม่ต้องการฆ่าท่าน เหตุใดจึงไม่บอก้ข้าก่อนว่าจะมีเหตุเช่นนี้"
"ดานาห์ไม่เคยขอร้องให้ใครฆ่าตน" หญิงสาวบอก
"ถ้าเช่นนั้นทำไมชายที่ถูกเลือกจึงกลับมาคนเดียวเสมอ"
"เพราะดานาห์ทิ้งร่างกลับไปรวมกับเทวีแห่งน้ำแล้ว ชายดังกล่าวเป็นผู้นำทางเธอ... เป็นผู้ 'เปิดประตู' เท่านั้น"
"ก็หมายความว่าท่านจะไปตายอยู่นั่นเอง ใช่หรือไม่" ยาเรฟร้อง
ดานาห์ขมวดคิ้ว
"เพราะเหตุใดท่านต้องเดือดร้อนถึงเพียงนี้ด้วย"
"เพราะข้าไม่ต้องการเห็นใครตาย" ชายหนุ่มบอกทันที
"ดานาห์ ในโลกนี้ไม่ควรมีใครต้องตายก่อนเวลาอันสมควร ไม่ควรมีใครต้องตายเพราะอดอยากหิวโหย หรือเพราะสู้รบในสงคราม หรือเพราะเทพเจ้าใด ดานาห์ ท่านอย่าได้ทำตามบัญชาเทพเจ้าที่เห็นแก่ตัวเช่นนั้นเลย หนีเถิด ท่านไม่ได้เลือกที่จะมาเป็นดานาห์ หากแต่ถูกบังคับให้เป็นโดยกำเนิด อย่าเป็นอีกเลย อย่าได้ตายเพื่อใครเช่นนี้เลย"
หญิงสาวกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นเกวียนดังปังทันที
"ท่านพูดจาอยาบคายนัก" เธอร้อง
"จาบจ้วงเทพเจ้าาเช่นนี้ได้อย่างไร"
ยาเรฟชะงัก เขานิ่งงันไปชั่วขณะ รู้ตัวขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่าพูดจาออกไปโดยควบคุมไม่ได้จริงๆ
"ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านคนต่างแดนมองความตายอย่างไร" ดานาห์พูดต่อไป
"แต่พวกเราดานาห์มิได้กลัวความตาย เราคิดว่ามนุษย์อื่นๆไม่รู้ว่าตายแล้วจะต้องไปที่ใดจึงกลัว แต่เราดานาห์รู้ดี อีกอย่างหนึ่ง ถึงแม้ข้าจะทิ้งร่างกายนี้ไปรวมกับเทพเจ้า แต่ข้าก็ไม่ได้เจ็บปวดหรือเสียใจหรอก ตรงกันข้าม ข้าจะได้พบดานาห์คนอื่นๆที่เสียชีวิตไปแล้วอีกครั้งต่างหาก นี่เป็นความพอใจของพวกเราดานาห์ ท่านอย่าได้เดือดร้อนใจไปเลย"
"แต่..." ชายหนุ่มพยายามคิดหาคำพูดที่นุ่มนวลลง ...ทว่าถึงจะแม้จะเป็ฯมนุษย์ผู้เร่งครัดกฏเกณฑ์เท่าไร ยาเรฟก็ยังคงมีพื้นฐานเป็นคนตรงแบบขวานผ่าซากอยู่นั่นเอง ดังนั้นเมื่ออ้าปากอีกครั้ง ถ้อยคำที่ออกมาจึงไม่ได้น่าฟังขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าตายแล้วจะไปรวมกับดานาห์อื่นๆ ใครบอกท่านและใครพิสูจน์เรื่องนี้" ยาเรฟว่า
"ท่านถูกสอนมาต่างหากจึงได้เชื่อ ท่านถูกสอนมาพร้อมกับการเป็นดานาห์ ท่านไม่เคยเห็นชีวิตแบบอื่น..."
"ข้อพิสูจน์อย่างนั้นหรือ" หญิงสาวขัด
"ท่านไม่เห็นอำนาจที่เทพเจ้าให้ผ่านร่างของข้าหรือ การมีตัวตนของอำนาจนั้นไม่เป็นข้อพิสูจน์ที่เพียงพอหรือ"
"อำนาจของท่านเป็นจริงแค่ไหนกัน..." ชายหนุ่มพลั้งปาก
ครั้นแล้วเขาก็ต้องกัดลิ้นตนเอง ดานาห์ถือไม้เท้าตั้งขึ้นแล้ว และจะเพราะอะไรไม่ทราบได้ ยาเรฟก็เห็นว่าดวงตาของเธอเรืองเป็นรัศมีสีเงินชัดเจนทีเดียว
"ท่านเป็นคนดี ทว่าหยิ่งผยองยิ่งนัก" หญิงสาวบอกเขา
"ท่านถามถึงความจริงในอำนาจของดานาห์ ดังนั้นดานาห์จึงต้องพิสูจน์ให้ท่านดู"
ยาเรฟถอยหลังออกจาหน้าเกวียนด้วยความตกใจ สายตาของเขาเห็นหญิงสาวในเกวียนนั้นมีรัศมีเรืองรองเป็นสีเงิน เรืองขึ้น เรืองขึ้น เมื่อแรกเพียงเหมือนแสงจันทร์ เหมือนแสงอาวุธที่แปลบปลาบ ครั้นแล้วมันก็เรืองยิ่งกว่านั้น เป็นประกายแสงชัดเจนเจิดจ้าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนและจ้ายิ่งขึ้นอีกเรื่อยๆ กระทั่งในที่สุด พื้นดิน อากาศ รถ ตลอดจนทุกสิ่งรอบตัวต่างถูกกลืนกินเข้าไป กระทั่งจักรวาลรอบตัวเขาและเธอเหลือเพียงแสงมหาศาล เวิ้งว้าวว่างเปล่าราวกับโลกที่ไม่มีจริง
เมื่อหญิงนั้นมองเขา... มองทั้งที่ดวงตายังคงเปล่งรัศมีสีเงิน เธอไม่เหมือนดานาห์ที่ยาเรฟรู้จัก ราวกับกลายเป็นคนอื่น...ราวกับไม่ใช่มนุษย์ ใบหน้างดงามของเธอเริ่มปราศจากอายุ ปราศจากสีผิว และในที่สุด ยาเรฟก็ไม่รู้สึกเหมือนมองหน้าคน ทว่ากำลังมองอะไรบางอย่าง... สิ่งมีชีวิตบางอย่างที่รู้แจ้งจบเหตุทั้งปวง และเห็นทะลุตลอดเข้าไปถึงในดวงใจของเขาได้
"ยาเรฟ อันเซม ทัสมุต" เสียงของดานาห์แปลกประหลาด ราวกับกลายเป็นเสียงของคนหลายคนประสานกัน ...เสียงผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนแก่ คนป่วยไข้พูดแผ่วเบา และผู้แข็งแรงซึ่งร้องตะโกน
"ยาเรฟแห่งอันเซลมา ยาเรฟผู้หนีตนเอง เรารู้จักท่าน"
"ท่านเป็นใครกัน" ชายหนุ่มร้องถาม
คนตรงหน้าเขายิ้มเล็กน้อย ยิ้มเหมือนรู้เท่าทัน และแทบเหมือนสมเพชเวทนา
"เราคือผู้รู้จักท่าน ยาเรฟแห่งอันเซลมา" คนผู้นั้นตอบ
"เรารู้จักท่าน แม้เพียงเห็นหน้าเท่านี้ เราก็รู้ไปถึงน้ำใจของท่าน และความอ่อนแอทั้งปวงที่ท่านซ่อนไว้"
ยาเรฟขยับเล็กน้อย มือของเขากดลงที่ด้ามดาบ กล้ามเนื้อที่แขนเริ่มเกร็งโดยไม่รู้ตัว
"ท่านถามถึงการมีอยู่ของเรา ดังนั้นเราจะสำแดงให้ท่านดู" คนดังกล่าวพูดต่อไป
"ท่านผู้ไม่เชื่อ ท่านผู้เป็นคนต่างชาติ เราถามถึงเหตุที่ท่านเดินทางมาที่นี่ ท่านตอบเราด้วยคำลอง แต่เราจะบอกความจริงแก่ท่าน และให้ท่านรู้ว่าเราเองก็รู้เช่นกัน"
"ท่านคือยาเรฟ อันเซม ทัสมุต แห่งอันเซลมา เมื่อมาที่นี่ ท่านไม่เคยคิดถึงการผจญภัยใด ไม่เคยคิดถึงเรื่องน้ำ หรือคิดถึงเรื่องประชาชน ท่านมาที่นี่เพราะมีคนทูลถวายอำนาจอันมิใช่ของท่านให้ท่านต่างหาก ท่านฟังคำของเขาเหล่านั้น ครั้นแล้วก็ฝันว่าตนจะได้ถือคทาและทรงมงกุฏ"
"ไม่จริง!" ยาเรฟร้องคำราม
"ท่านฝันว่าตนเองจะถือคทา ทรงมงกุฏ สวมเสื้อคลุมทอง เป็นพญาพยัคฆราชแห่งอันเซลมา ...ท่านคิดว่าตนเป็นพญาเสือผู้ยิ่งใหญ่ได้ดีกว่าคนที่มีสิทธิ์แท้จริง ท่านคิดว่าหากตนได้เป็น จะสามารถทำสิ่งต่างๆได้มากมายและดีกว่าเขาร้อยเท่า ชื่อของท่านและของอันเซลมาจะยิ่งเลื่องลือระบือไกล" เสียงของคนผู้นั้นแปร่งไป กลายเป้นถ้อยคำอ่อนหวานทว่าแฝงความรู้สึกเสียดสีอย่างรุนแรง
"ท่านคิดราวกับโจร ราวกับโจรร้ายที่ซุ่มอยู่ใต้หน้าต่างบ้านเขา ฝันถึงของที่ไม่ได้เป็นของตน หนำซ้ำยังคิดอีกว่าหากตกอยู่ในมือท่าน ของดังกล่าวจะเปล่งประกายงดงามยิ่งกว่าเดิม"
ครั้นแล้วร่างนั้นก็เริ่มหัวเราะสำรวล ชี้นิ้วใส่หน้าชายหนุ่ม
"ยาเรฟ ทัสมุต เหตุใดจึงไม่ดูตนเองเล่า เรารู้จักความฝันของท่าน และรู้ว่าท่านมองเห็นอะไร"
ยาเรฟมองลงไป และตระหนักว่าสิ่งที่อยู่บนร่างของตนไม่ใช่ชุดนักเดินทางทะเลทราย หากแต่เป็นเสื้อคลุมทองคำ ...เสื้อคลุมที่ทอด้วยเส้นทองแท้ และบุขอบด้วยขนสัตว์อ่อนนุ่มดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เสื้อคลุมซึ่งมีอยู่เพียงตัวเดียว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของพ่อ...
...เสื้อนี้มาได้อย่างไร... ชายหนุ่มลูบมือลงบนเนื้อผ้า ครั้นแล้วเขาก็ยิ่งตระหนก เพราะเมื่อมือลูบไปที่ใด ก็เกิดรอยแดงฉานขึ้นบนเนื้อทองในที่นั้น ยาเรฟกลับมือตนขึ้นดู และเห็นว่ามันเปื้อนโลหิต... เป็นปื้นแดงและกำลังไหลลงมาตามข้อมือ
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น เห็นดานาห์กำลังยิ้ม... ยิ้มพิลึกประหลาด แสยะเขี้ยวขาวราวกับเสือหรือสุนัขป่า ชายหนุ่มมองไป... มองไป... คนตรงหน้ายิ่งบิดเบี้ยวผิดรูป แปรเปลี่ยนจนเลอะเลือนไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์ใด ครั้นแล้ว ยาเรฟก็คิดว่าเขาเห็นตนเอง... ใช่...เขาเอง... เขาเองอย่างที่ตัวเขาเคยคิด ถือคทา ทรงมงกุฏ สวมเสือคลุมทองคำ และเหยียบอยู่บนร่างของฟินน์
...ร่างที่ตายแล้วของพี่ชาย
ชายหนุ่มตัวสั่นเทา
"นั่นไม่ใช่ข้า" เขาร้อง
"แต่ท่านเคยคิดเช่นนี้" เสียงนับพันของดานาห์กระซิบ
"ท่านเคยคิดเช่นนี้อย่างแน่นอน"
.....................................
อัพเพื่อฝากให้เพื่อนอ่านศึกษาวิธีใช้ภาษาเฉยๆครับ ไม่มีอะไร...
edit @ 18 Jun 2008 22:40:35 by Dr.Cid
edit @ 21 Jun 2008 13:34:51 by Dr.Cid
“ดึงศัตรูให้ยังไงให้มันวิ่งมาตบข้ายะ”
“ก็เจ้าตัวหลังมันเอาแต่ร่ายมนตร์ไม่ยอมเข้ามาในวงประทับอัสนีของข้านี่นา ข้าขอโทษก็แล้วกัน”
“ปล่อยให้ข้าโดนไล่แทงอยู่ตั้งนาน ใช้โล่ศักดิ์สิทธิ์จนหมดฤทธิ์ก็ยังไม่มาช่วย เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆเลย!”
“นี่แม่คุณ”
“เออ...พอซะทีเถอะ... ถ้าพักฟื้นรักษาแผลหายกันดีแล้วก็เดินทางกันต่อก่อนดีไหม”
ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ข้าต้องคอยห้ามศึกระหว่าง ชิฟ เจ้าออร์คเขียวนักรบพ่อลูกอ่อนที่ข้าเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ กับ คานารี พาลาดินบลัดเอลฟ์สาว มันอาจจะเป็นความผิดของข้าเองที่ไปขอให้สองคนนี้มาออกผจญภัยร่วมกันทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าทั้งคู่มีเรื่องระหองระแหงกันมาตลอด อย่างไรก็ตามด้วยความที่ตระหนักดีว่าทั้งคู่ก็มีฝีมือจัดเจนในสายอาชีพของตน ทำให้ข้าแสร้งทำเป็นลืมเรื่องนั้นไปเสีย แต่มาจนถึงตอนนี้ข้าก็ชักจะเริ่มหวั่นใจว่าข้าคงคิดผิดไปเสียแล้วกระมัง...
"นี่ถ้าไม่ใช่ว่าซิดัสชวนล่ะก็ ข้าไม่มีทางมารักษาแผลให้เจ้าแน่" เสียงคานารีเริ่มต่ออีกยก
"อย่างกับข้าอยากให้เจ้ามารักษาให้นักนี่ ข้าพันแผลเอาเองยังจะดีซะกว่า" เจ้าออร์คโต้กลับ
"ถ้าเจ้าสู้ไปพันแผลไปเองได้ละก็เอาเลย ข้าจะคอยดูซิว่ามันจะช่วยเจ้าได้เหมือนข้ารักษาไหม"
"อย่างน้อยผ้าพันแผลมันก็ไม่พูดมากเหมือนเจ้าก็แล้วกัน"
ได้ผลชะงัด... ทันทีเจ้าออร์คปากไม่มีหูรูดปล่อยประโยคอุกอาจนั้นออกไป ค้อนของพาลาดินสาวก็ฟาดลงกลางกบาลของมันทันที ไอ้จะเจ็บนั้นคงไม่เท่าไหร่หรอก เพราะหญิงสาวร่างบอบบางแถมยังเป็นพาลาดินสายรักษาคงไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากมายอะไรนัก แถมพวกออร์คมันยังกะโหลกหนาทนต่อแรงกระแทกที่หัวได้เป็นพิเศษ แต่ที่น่ากลัวคงจะเป็นอารมณ์ขาดผึงของคานารีเสียมากกว่า
"ข้าจะกลับล่ะ! ท่านดูแลมันต่อไปเองก็แล้วกันนะซิดัส!"
"ดะ...เดี๋ยวก่อนคานา..." ไม่ทันที่ข้าจะเรียกจบคำ เจ้าหล่อนก็สะบัดหินเวทมนตร์วาดไปด้านหน้า แสงสีเขียวเรืองสว่างวาบขึ้นชั่วครู่ จากนั้นร่างของพาลาดินสาวก็หายไปในพริบตา
"...รี..." ข้าได้แต่ยกมือค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนจะถอนหายใจยาวๆออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
"เฮอะ กลับไปซะได้ก็ดี" เสียงเจ้าออร์คฟืดฟาดแว่วมาจากด้านหลัง ทำให้ข้าที่กำลังยืนคอตกหันขวับไปหา
"ดีกับผีน่ะสิ! แล้วการเดินทางของเราก็ต้องล่มเพราะเจ้ามันปากมากนี่ล่ะ" ข้าตวาดพลางจิ้มนิ้วลงไปบนอกของมันแรงๆ
"เออสิ! มันความผิดข้าทั้งนั้นแหละ! ข้าทำอะไรก็ผิดไปหมดอยู่แล้วนี่!" เจ้าออร์คสวนกลับเสียงดัง "ไม่ต้องมาทำตาเขียวใส่ข้า! ถ้าเจ้าไม่พอใจ ข้าก็จะกลับล่ะ!"
"ไอ้บ้านี่... เจ้าเองไม่ใช่เรอะที่ตอแยบอกข้าว่าอยากมาสำรวจที่นี่! ส่วนไอ้ตาของข้ามันก็เขียวอย่างนี้มานานแล้วว้อย!" ข้าตะโกนเคืองๆ ไม่แน่ใจว่าเจ้าชิฟมันแค่เล่นสำนวนหรือตั้งใจจะล้อปมด้อยของบลัดเอลฟ์ อย่างไรก็ตามข้าก็เข้าใจดีว่าครั้นจะมาโมโหโกรธากันตอนนี้ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงสูดหายใจลึกก่อนจะพูดต่อเบาๆ
"ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าผิดหรอก แล้วคานารีก็ไม่ได้ผิดด้วย แต่เจ้าน่ะ จะพูดอะไรก็นึกถึงใจคนอื่นบ้างสิ ยิ่งกับผู้หญิงน่ะ จะไปพูดจาผ่าซากอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า"
เจ้าออร์คได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้า มันเงียบไปพักหนึ่งจนข้าไม่แน่ใจว่าพูดอะไรแรงเกินไปหรือเปล่า
"...นึกถึงใจคนอื่นหรือ ซิดัส... แล้วคนอื่นล่ะ นึกถึงใจข้าบ้างหรือเปล่า" เจ้าออร์คว่าเสียงเรียบก่อนจะเงยหน้าขึ้น ข้านึกว่ามันจะทำหน้าบูดเหมือนทุกที แต่ครั้งนี้มันกลับยิ้ม ยิ้มเหมือนจะหัวเราะกับตัวเอง แต่นั่นทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
...นั่นสินะ... จริงๆข้าก็รู้อยู่หรอก เจ้าออร์คมันมีลูกเล็กต้องดูแลสองคน แถมยังต้องทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวตัวเป็นเกลียว กว่าจะปลีกตัวออกมาผจญภัยกับเพื่อนก็ลำบากแทบแย่ หนำซ้ำยังเป็นคนหนึ่งในน้อยคนที่กล้าออกปากรวบรวมคนเพื่อการเดินทางใหญ่ของกิลด์ ต้องเป็นหนังหน้าไฟพูดคุยต่อรองกับคนโน้นคนนี้มากมาย ทำให้มันดูเหมือนจะมีเรื่องกับเขาไปทั่วในบางครั้ง แล้วยังต้องมาเจอกับปัญหาน่าเหนื่อยหน่ายใจอย่างนี้อีก... แต่ก็นั่นแหละนะ... บางครั้ง... ไม่สิ... หลายๆครั้ง... ปากของมันก็หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ...
"ข้าขอโทษนะ ซิดัส... ข้าจะกลับล่ะ" ชิฟมันว่าอ่อยๆ ก่อนจะหยิบศิลาคืนที่กลับมาใช้บ้าง ข้าอยากจะร้องปรามแต่ก็รู้ว่าคงเปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียการเดินทางครั้งนี้มันก็จบลงตั้งแต่คานารีโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับไปแล้ว จึงได้แต่ยืนมองดูแสงสีเขียวที่เรืองรองขึ้นจนร่างของเจ้าออร์คหายวับไป
...แล้วข้าจะบอกกิลด์มาสเตอร์ว่าอย่างไรดีล่ะทีนี้...
...................................
ข้ายืนลังเลอยู่หน้าตึกของกิลด์ในซิลเวอร์มูนอยู่พักใหญ่ ปกติแล้วเมื่อสิ้นสุดการเดินทางหรือการออกผจญภัยทุกครั้ง จะมีการรายงานผลการสำรวจและแจกแจงสมบัติที่ได้รับให้กับกิลด์มาสเตอร์หรือนายทะเบียนของกิลด์ตามความเหมาะสม และคงเป็นความซวยที่การเดินทางซึ่งล้มเหลวครั้งแรกของข้า ตรงกับช่วงที่กิลด์มาสเตอร์อยู่รับรายงานด้วยตนเองพอดิบพอดี
เมื่อคิดว่าจะมายืนกลุ้มอยู่ต่อไปก็คงไม่ได้อะไร ข้าก็ตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปในตึกสมาคม เสมียนคนหนึ่งบอกข้าว่ากิลด์มาสเตอร์อยู่ในห้องพักผ่อนด้านบน ข้าจึงเดินขึ้นบันไดเวียนไปจนถึงหน้าประตูห้องหรูหรานั้น
ยังไม่ทันที่ข้าจะเคาะประตู บานไม้ใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับร่างหนายักษ์ร่างหนึ่งที่โผล่พรวดออกมากระแทกหน้าข้าจนเซผงะไปด้านหลัง
"ถอยไป เอลฟ์"
เสียงกระโชกห้วนดังขึ้นจากเงาทมึนที่ยืนขวางประตูอยู่ เมื่อข้าเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นเจ้า 'โคราการ์' ออร์คอีกตัวหนึ่งในกิลด์นั่นเอง
"มีมารยาทเสียบ้างสิ ผลักประตูโครมออกมาชนข้า คำขอโทษยังไม่มี แล้วยังมาตวาดให้ข้าหลีกทางอีกอย่างนั้นรึ!" ตามปกติข้าคงไม่พูดจาเอาเรื่องแบบนี้ แต่คงเพราะข้าหงุดหงิดอยู่เป็นทุนเดิม จึงว่าออกไปดังๆพลางสืบเท้ายืนขวางประจันหน้ากับเจ้าออร์คอย่างฉุนเฉียว
"เจ้ามันเซ่อเองที่มายืนขวางประตู จะบอกว่าเป็นความผิดข้าอย่างนั้นรึ" เจ้าโคราการ์ว่าหยันๆพลางหัวเราะในลำคอ ว่าแล้วมันก็ขยับร่างใหญ่โตของมันเข้ามาแล้วใช้ฝ่ามือหนาผลักอกข้าไปด้านข้างจนหลังกระแทกกำแพง
"หลีก"
"เจ้า!" ข้าตวาดออกไปอย่างหัวเสีย และคงจะร่ายคาถากระสุนแสงใส่มันไปแล้วหากไม่มีเสียงแว่วมาจากในห้องเสียก่อน
"หยุดได้แล้ว... ทั้งคู่นั่นล่ะ..."
เสียงอ่อนเนือยเหมือนคนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาของหญิงสาวที่ดังขึ้นทำให้ข้านึกขึ้นได้ว่าขณะนี้ตนเองกำลังอยู่ในอาคารของกิลด์ มิหนำซ้ำยังอยู่หน้าห้องของกิลด์มาสเตอร์ ทำให้ข้ารู้สึกละอายขึ้นมาไม่น้อย แต่กระนั้นข้าก็ยังขุ่นเคืองอยู่เมื่อเห็นเจ้าโคราการ์ทำท่าไม่รู้ร้อนเดินวางก้ามออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ซิดัสหรือ... เข้ามาสิ..."
คำเชื้อเชิญของกิลด์มาสเตอร์ทำให้ข้าละความสนใจจากเจ้าออร์คจอมกวนโทสะ เมื่อย่างเข้าไปในห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราตามแบบฉบับของเอลฟ์ตระกูลสูง ข้าจึงได้เห็นร่างอรชรของกิลด์มาสเตอร์ 'แอสเทรีย' ที่กำลังเอนกายเอกเขนกอยู่บนเบาะนอนใหญ่พลางสูดควันจากกล้องยาเรียวยาวในมืออย่างสบายอารมณ์ ชุดคลุมบางของนางหลุดลุ่ยจนคอเสื้อตกมากองที่บ่าข้างหนึ่งแลเห็นเนินอกอิ่ม... ในขณะที่ชายเสื้อคลุมเลื่อนหลุดออกไปจากขาข้างที่ยกเข่าชันขึ้นจนเผยให้เห็นต้นขาเนียนงามน่าหลงใหล...
"เป็นอย่างไรบ้างล่ะ... การเดินทางของเจ้า..."
เสียงทักของกิลด์มาสเตอร์ทำให้ข้าได้สติ ข้าจึงรีบก้มหน้าลงละสายตาจากภาพเย้ายวนเบื้องหน้า
"...เอ่อ...คือว่าเรื่องนั้น..." ข้าว่าตะกุกตะกัก เนื่องจากไม่รู้จะเริ่มเล่าจากจุดใดดี
"ล้มเหลวไม่เป็นท่า... ชิฟกับคานารีไปด้วยกันไม่ได้สินะ..." เสียงแผ่วว่าเนิบๆ ทำให้ข้าแปลกใจจนเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง
"ท่านทราบ?..."
"ก็... กะเอาไว้อย่างนั้นแหละ..." นางว่าพลางทอดสายตาไปไกล นิ้วเรียวขยับกล้องยาในมือ ก่อนจะพ่นควันบางเบาผ่านริมฝีปากอย่างเบื่อๆ
"ท่านรู้อย่างนั้นแล้วยังแนะนำข้าให้ชวนคานารีไปกับชิฟอีกหรือขอรับ?" ข้าถามออกไปอย่างฉงนระคนเคืองใจ
"...นั่นสินะ..."
กิลด์มาสเตอร์ตอบด้วยคำที่ข้าไม่เข้าใจในความหมาย... ว่าแล้วนางก็ขยับตัวโบกมือร่ายเวทย์จอกแสงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นมนต์รักษาของนักบวชชั้นสูง เพียงชั่วอึดใจลำแสงรูปทรงเหมือนถ้วยขนาดย่อมก็เปล่งรังสีทองอร่ามแสดงถึงอำนาจเวทมนตร์อันทรงพลังของผู้ใช้ หากแม้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้สัมผัส 'น้ำทิพย์' ในจอกแสงนั้นก็คงจะฟื้นคืนสภาพได้ในพริบตาเป็นแน่แท้ แต่แล้วขณะที่ข้ากำลังพิศวงอยู่ในใจว่าจู่ๆเหตุใดกิลด์มาสเตอร์จึงได้ใช้เวทมนตร์บทนี้ขึ้นมานั้น นางก็ขยับกล้องยายื่นไปด้านหน้า... แล้วคว่ำลงเคาะกากยาสูบที่เพิ่งหมดกลิ่นให้ตกลงไปในถ้วยแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น...
"...เอ่อ...ท่านขอรับ..." ข้ายกฝ่ามือขึ้นแตะขมับ... อันที่จริงข้าก็เคยจะรู้มาว่าว่ากิลด์มาสเตอร์ของข้าคนนี้เคยเป็นนักบวชหญิงที่ทรงอำนาจมาก่อน... แต่การเอาเวทมนตร์ในตำนานมาทำเช่นนี้มันก็ออกจะ...
"เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก... ข้าแค่อยากจะดูว่าสองคนนั่นจะไปด้วยกันไหวหรือเปล่า..." นางว่าพลางเอนกายลงอีกครั้ง ตั้งศอกยันฟูกหนาพร้อมทั้งใช้หลังมือเท้าคางทำตาปรืออย่างครุ่นคิด... หรือว่าง่วงนอนกันแน่ข้าก็ไม่อาจรู้ได้...
"คงลำบากเจ้าหน่อยนะ... ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ไปพักผ่อนเถอะ..." เสียงเนือยว่าต่อ ข้านึกในใจว่าคนอยากพักผ่อนคงจะเป็นกิลด์มาสเตอร์เสียมากกว่ากระมัง... อย่างไรก็ดีเมื่อท่านเอ่ยปากเช่นนั้นข้าก็รู้ว่าควรจะเร่งอำลาจึงโค้งศีรษะคำนับ แต่ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับไปนั้นเอง ข้าก็เหลือบเห็นของบางอย่างที่พื้นปลายเตียงของกิลด์มาสเตอร์เข้าเสียก่อน...
"กิลด์มาสเตอร์... ข้าขอถามอะไรสักอย่างได้ไหมขอรับ..." ข้าก้มหน้า แต่สายตายังแอบเหลือบไปยังของสิ่งนั้น
"อะไรหรือ... ว่ามาสิ..."
"เรื่องโคราการ์ ข้าเคยได้ยินมาว่าเขาเกลียดเอลฟ์ไม่ใช่หรือขอรับ แล้วทำไมถึงได้..." ข้าพยายามถามอย่างระมัดระวัง อันที่จริงข้าก็แปลกใจมานานแล้วว่าทำไมออร์คที่คอยเขม่นเอลฟ์ทุกคนในกิลด์ถึงได้ยังคงอยู่ในกิลด์นี้ได้ และที่แปลกใจมากยิ่งกว่าก็คือมันมาเข้ากิลด์ที่มีเอลฟ์เป็นมาสเตอร์และสมาชิกเกือบทั้งหมดเป็นเอลฟ์ได้อย่างไร
ข้าเห็นกิลด์มาสเตอร์เลิกคิ้วแปลกใจอยู่วูบหนึ่ง กระนั้นดวงตาคู่นั้นก็ยังคงปรือเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ไม่นานนักรอยยิ้มลึกลับก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง
"เจ้านั่นน่ะ เป็นออร์คประหลาด..." จู่ๆกิลด์มาสเตอร์ก็เริ่มว่าขึ้นมาหลังจากทิ้งช่วงเงียบไปนานจนข้านึกว่านางจะหลับในไปเสียแล้ว...
"เจ้ารู้ไหมเล่าว่า กิลด์นี้ตั้งขึ้นมาได้อย่างไร"
คำของนางที่ถามขึ้นต่อทำให้ข้าขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของโคราการ์กันหรือ กิลด์มาสเตอร์คงเห็นสีหน้าของข้าจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วจึงว่าต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ
"...มันเป็นน้ำพักน้ำแรงของออร์คตนนึง ชื่อราวๆ...เอเรอ...เอเรอร์บัสอะไรเทือกนั้นกระมัง..." นางเหลือบตาขึ้นพลางยกปลายนิ้วแตะคางอย่างระลึกความ
"เอาเป็นว่าวันนึงข้าคิดอยากจะตั้งกิลด์ แต่ใจนึงก็ขี้เกียจดำเนินการอะไรหลายอย่าง" กิลด์มาสเตอร์ยักไหล่น้อยๆ "บังเอิญได้ยินเจ้าออร์คนั้นคุยโม้อยู่กลางเมือง ก็เลยเดินเข้าไปขอสิทธิถือครองกิลด์มา แล้วเขาก็ยกให้"
"ยกให้?" ข้าถามไปอย่างประหลาดใจ การตั้งกิลด์ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆเหมือนซื้อขนม หากอุตส่าห์จัดตั้งขึ้นมาจนสำเร็จ มีหรือจะยกให้คนอื่นง่ายๆอย่างนั้น...
"ใช่... ยกให้โดยเสน่หา... แปลกใจอะไรหรือ...." กิลด์มาสเตอร์เท้าคางเหลือบของข้าด้วยหางตาพร้อมกับเผยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้ข้าต้องกลืนน้ำลาย ถ้าจะนึกไปแล้วนักบวชระดับสูงขนาดใช้เวทจอกแสงศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เขี่ยยาสูบได้... เวทควบคุมจิตใจที่ร่ำลือกันก็คงเป็นแค่ของเล่นสนุกเหมือนกันกระมัง... คิดได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะไม่ถามอะไรให้มากไปกว่านี้...
"นั่นล่ะ... เดิมทีมันเป็นกิลด์ของพวกออร์คกับโทรล พอข้าได้สิทธิ์ของกิลด์มาสเตอร์มา พวกนั้นก็เลยถอนตัวจากกิลด์แยกย้ายกันไปหมด" นางว่าต่อก่อนจะเอนหลังลงกับฟูกอีกครั้ง
"ก็เหลือแต่โคราการ์นี่แหละ ที่ไม่ยอมออกไป แปลกดีใช่มั้ยล่ะ"
"ทำไมล่ะขอรับ?" ข้ายิ่งงงหนัก
"คงเป็นศักดิ์ศรีกระมัง เห็นว่าเขาไปออกปากสัญญากับเอเรอร์บัส หัวหน้ากิลด์เก่านั่น ว่าจะอยู่ในกิลด์นี้ตลอดไป ครั้นพอข้ายึด... เอ้อ... ขอกิลด์มาได้ เขาก็เลยยังต้องยึดถือในคำมั่นสัญญาของตัวเองที่จะไม่ออกจากกิลด์... ตลกดีนะ"
"เอ่อ..." ข้าไม่รู้ว่าควรจะตลกดีหรือเปล่า เพราะได้ฟังแล้วมันรู้สึกน่าสงสารอย่างไรก็ไม่ทราบ
"แต่ก็นั่นแหละ... ข้าชอบอะไรแปลกๆ... ไม่ว่าจะออร์คหรือเอล์ฟ แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาๆข้าก็ไม่สนใจจะรับเข้ากิลด์หรอก น่าเบื่อจะตายไป" กิลด์มาสเตอร์ว่าแล้วก็ป้องปากหาวเล็กๆ
"เอ๋..." ข้าร้องออกไป... สนใจแต่คนแปลกๆอย่างนั้นหรือ... หมายถึง... ข้าด้วยอย่างนั้นหรือ?...
"...อ้อ... จริงสิ... เจ้าเองไม่รู้ตัวนี่นะ เรื่อง 'อีกครึ่งหนึ่ง' ของตัวเองน่ะ" นางตอบราวกับได้ยินความคิดของข้าพลางหัวเราะในลำคอ
"หา?..."
"ตายจริง... ข้านี่ก็พูดเพ้อเจ้ออะไรออกไปก็ไม่รู้ อย่าถือสาข้าเลยนะ" กิลด์มาสเตอร์ตัดบทก่อนจะตะแคงหันหลังกลับทำท่าเหมือนพร้อมจะเข้าสู่ห้วงนิทราเต็มที่
"ดะ...เดี๋ยวก่อนสิขอรับ"
"ข้าจะนอนล่ะ เจ้าออกไปได้แล้ว"
"แต่ว่า..."
ทั้งๆที่ในใจเต็มไปด้วยคำถาม... แต่เมื่อกิลด์มาสเตอร์ปิดฉากการสนทนาด้วยการโบกหลังมือใส่ข้าก็เป็นอันว่าหมดโอกาส ข้าโค้งคำนับนางอีกครั้ง พลางเหลือบสายตาไปยังเข็มขัดเส้นยักษ์ที่ตกอยู่ปลายเตียงของกิลด์มาสเตอร์ ...ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเฮลสครีมอันโดดเด่นทำให้ข้าจำได้ดีว่า... มันเป็นเข็มขัดของเจ้าโคราการ์อย่างแน่นอน... และการที่มันมาตกอยู่ในที่แบบนี้ ก็คงไม่พ้นจะหมายถึงว่ากิลด์มาสเตอร์กับเจ้าโคราการ์คงจะ...
"อ้อ...เกือบลืมไปเลย เรื่องนักสะเดาะกุญแจที่เจ้าขอไว้... ข้าหาให้เจ้าได้แล้วนะ ไปถามจากเสมียนข้างล่างก็แล้วกัน"
เสียงเปรยของกิลด์มาสเตอร์ทำให้ข้าสะดุ้งจากห้วงความคิด จริงสินะ...ถึงจะมีรสนิยมอย่างไรแต่กิลด์มาสเตอร์ก็คือกิลด์มาสเตอร์ นางจะหลงไหลในโทเทมของเจ้าโคราการ์อย่างไรก็เป็นเรื่องของนาง... ข้าไม่ควรจะเอาเรื่องส่วนตัวของนางมาคิดให้หนักหัวเสียหน่อย คิดได้ดังนั้นข้าก็กล่าวขอบคุณและอำลากิลด์มาสเตอร์อีกครั้ง ก่อนจะออกจากห้องพักของนางไปอย่างเงียบๆ...
.........................................
คาลัมพี...
"...เจ้าแน่ใจนะ ว่าคนที่กิลด์มาสเตอร์จัดให้ข้าคือเจ้าเปี๊ยกนี่..." ข้าหันไปถามย้ำกับเสมียนอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า 'นักสะเดาะกุญแจ' ที่ท่านแอสเทรียหาไว้ให้จะเป็นเจ้าออร์คแคระตัวนี้...
อันที่จริงข้าก็เคยเห็นหน้าค่าตาของเจ้าคาลัมพีมาก่อนอยู่บ้าง แน่นอนว่าใครๆที่เคยเห็นมันก็ต้องสะดุดตา... เพราะมันเป็นออร์คหนุ่มฉกรรจ์แต่ดันตัวสูงแค่เอวออร์ควัยเดียวกัน... หากจะว่าไป ดูแล้วขนาดตัวของมันก็ไล่เลี่ยกับพวกดวาร์ฟนั่นเอง ข้าเคยได้ยินแว่วๆมาว่ามันเป็นลูกครึ่งออร์คกับโนม... ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดเสียเหลือเกิน ที่คนทั้งสองเผ่าดังกล่าวจะมาผูกพันกันจนมีสัญญารักเป็นเจ้านี่... เป็นออร์คตัวจิ๋วซึ่งมักจะตกเป็นเป้าสายตาและถูกหัวเราะเยาะราวกับเป็นตัวตลกอยู่เสมอ... แต่สำหรับข้าแล้วออกจะหนักไปทางเวทนาเสียมากกว่า... อย่างไรก็ตามด้วยความที่ชื่อของมันดันไปคล้ายกับชื่อผักสวนครัวชนิดหนึ่งในภาษาธาลาสเซียนของพวกบลัดเอลฟ์อย่างข้า ทำให้ข้าต้องแอบหัวเราะในใจอยู่เสมอเมื่อได้ยินชื่อของมัน...
"อย่าเรียกหล่ำว่าเปี๊ยกนะขอรับ! เห็นอย่างนี้หล่ำสะเดาะกุญแจได้เก่งที่สุดเลยนะขอรับ!" เจ้าออร์คจิ๋วประท้วงหลังจากที่ได้ยินคำของข้า การพูดจาของมันทำให้ข้านึกขึ้นได้ถึงความแปลกอีกข้อหนึ่งของเจ้าคาลัมพี คือเจ้านี่มักจะพูดจาสุภาพมีหางเสียงตลอด แถมยังเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นว่า 'หล่ำ' ตามสำเนียงเพี้ยนๆของพวกกอบลิน ที่มันติดการพูดจาแบบนี้มานั้นเห็นเขาว่ากันว่า ตอนเด็กๆมันเคยถูกพวกกอบลินซื้อไปเลี้ยงเป็นทาส... เลยถูกสอนให้พูดจามีหางเสียง ผิดจากออร์คปกติที่ชอบพูดจาห้วนๆอย่างไอ้ชิฟหรือเจ้าโคราการ์ นอกจากนี้ยังติดสำเนียงของพวกกอบลินมาอีกต่างหาก
"อย่างที่เขาว่านั่นแหละครับท่านซิดัส ฝีมือสะเดาะกลอนปลดกุญแจของเขาเข้าขั้นหาตัวจับยากจริงๆ ไม่อย่างนั้นกิลด์มาสเตอร์คงไม่เลือกเขาให้กับท่านเป็นแน่" เสมียนคนเดิมเสริมขึ้นพลางพลิกประวัติผลงานในกิลด์ของคาลัมพีขึ้นทบทวน
"เพียงแต่...เอ่อ..."
"เพียงแต่อะไร?" ข้ากอดอกเลิกคิ้วเมื่อเห็นท่าทางอึกอักของนายทะเบียน
"...เอ่อ... ข้าคิดว่าข้อนี้คงไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากท่านไม่ได้..."
"มันคืออะไร ไหนเอามาดูซิ" ข้าตัดบทด้วยความรำคาญ พลางคว้าวืบไปยังสมุดประวัติในมือของเสมียนกิลด์แล้วดึงมาพลิกอ่าน
"ร่วมรบ 72 ครั้ง บาดเจ็บจากการรบ 3 ครั้ง ก็ดูดีนี่" ข้าว่าออกมาตามรายงาน นึกอยู่ในใจว่าเจ้าออร์คแคระนี่ฝีมือไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว จนกระทั่งได้กวาดสายตาลงมาถึงบรรทัดถัดไป
...หลบหนีจากการต่อสู้ 69 ครั้ง...
ไม่แน่ใจว่าข้ายืนตัวแข็งไปกี่วินาทีหลังจากได้เห็นบันทึกประโยคนั้น เมื่อได้สติจึงค่อยๆเอี้ยวคอหันไปหาเจ้าคาลัมพีที่ยืนเกาหัวแหะๆอย่างเขินๆอยู่...
"ยกเลิกการเดินทางไปตำหนักจอมเวทก็แล้วกันนะ ขอบคุณมาก" ข้ายิ้มบอกเสมียนเรียบๆพลางส่งสมุนทะเบียนคืนให้ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น
"เดี๋ยวก่อนสิขอรับ! หล่ำทำได้จริงๆนะขอรับ! ให้โอกาสหล่ำเถอะขอรับ!" เจ้าออร์คจิ๋วคว้าชายผ้าคลุมข้าจนเกือบจะล้มหน้าฟาด
"ทำได้บ้านบุพการีเจ้าสิ! เล่นหนีจากการต่อสู้เกือบหมดแบบนี้ ถึงเราตั้งใจจะแอบเข้าไปในวังของท่านเคลธัส แต่ถ้าเจอศัตรูเข้าเจ้ามิเผ่นหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวเรอะ!" ข้าตวาดพลางดึงผ้าคลุมออกจากมือของมัน
"...ก็...ก็..." เจ้าคาลัมพีพยายามจะปฏิเสธ แต่ก็เหมือนมันจะนึกไม่ออกว่าจะอ้างอย่างไรดี
...โครก...
เสียงท้องร้องของเจ้าออร์คจิ๋วดังสนั่นจนข้าต้องชะงักไป
"ขออภัยขอรับ... หล่ำไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว..." มันว่าเสียงอ่อย
ข้าได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ เข้าใจดีว่ารายได้ของพวกเรานักผจญภัยก็มาจากส่วนแบ่งสมบัติจากการทำงานในกิลด์ เจ้าคาลัมพีมันมีประวัติโบว์ดำเป็นชนักติดหลังแบบนี้คงไม่ค่อยมีคนเอาไปมันไปร่วมงานเท่าไหร่นัก คิดมาถึงตรงนี้ข้าก็หลับตาเกาหัวด้วยความเบื่อหน่ายในความใจอ่อนของตนเอง
"ไปหาอะไรกินกันก่อนก็แล้วกัน มื้อนี้ข้าเลี้ยงเจ้าเอง"
............................................
ข้านั่งจิบเหล้าไปจนเกือบหมดขวด ในขณะที่เจ้าคาลัมพียังคงยัดอาหารลงท้องอย่างไม่รู้จักอิ่ม จานเปล่ามากมายกองสูงจนน่ากลัวว่าล้มทับใส่มันเข้า ข้าจึงเรียกบริกรมาหอบไปเก็บเสียก่อน
"ตัวก็มีอยู่แค่นี้...กินแล้วเอาไปไว้ที่ไหนน่ะเจ้านี่..." ข้าว่าอย่างทึ่งๆ เจ้าออร์คจึงตอบเสียงอู้อี้จับใจความไม่ได้กลับมาเนื่องด้วยอาหารที่เต็มปาก ข้าจึงโบกมือให้มันกินๆซะให้เสร็จไปก่อนเถอะ
พอเห็นมันเริ่มจะกินอิ่ม อาจจะเป็นเพราะเหล้าเข้าปาก ข้าจึงเอ่ยปากออกไปอย่างไม่ได้ไตร่ตรองนัก
"เจ้านี่น้า... เป็นออร์คแท้ๆ ปกติพวกออร์คนี่จะรักเกียรติยิ่งกว่าชีวิต ยอมตายในสนามรบดีกว่ายอมหันหลังให้ศัตรูไม่ใช่หรือ หรือว่าเลือดโนมของเจ้ามันคงแรงสินะ"
ข้าเห็นเจ้าออร์คแคระนิ่งไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับว่าต่อไป
"ว่าแต่เจ้าเป็นครึ่งออร์คครึ่งโนมเนี่ย อืม..." ข้าที่กำลังครึ้มเริ่มวาดภาพการเสพสังวาสข้ามเผ่าพันธ์ (พาลนึกไปถึงเรื่องท่านแอสเทรียกับเจ้าโคราการ์วูบหนึ่งเหมือนกัน) "ถ้าให้เดาคงเป็นพ่อเจ้าสินะ ที่เป็นโนม"
สิ้นคำของข้า เจ้าคาลัมพีก็ยันโต๊ะลุกขึ้นยืน(บนเก้าอี้)ดังโครม
"อย่าพูดถึงมันนะขอรับ! ข้าไม่เคยมีพ่อเลวๆอย่างนั้น!" เจ้าออร์คคำรามลั่น
"...อะ...เอ่อ... ข้าขอโทษ เจ้าใจเย็นๆก่อนเถอะนะ..." ข้าปลอบมันพลางเหลียวซ้ายแลขวาว่าทำให้ชาวบ้านแตกตื่นกันหรือไม่ โชคดีที่ในร้านอาหารยังไม่มีลูกค้าคนอื่น แต่กระนั้นพวกบริกรก็ทำท่าตกอกตกใจอยู่ไม่น้อย ข้านั่งเงียบๆปล่อยให้คาลัมพีมันใจเย็นลงอยู่พักหนึ่ง ไม่นานมันก็เริ่มปริปากออกมาบ้าง
"เจ้านั่นน่ะ...เป็นโนมชั่ว..." เจ้าคาลัมพีพูดลอดไรฟันอย่างคับแค้น จากนั้นมันก็เริ่มเล่าเรื่องในอดีต (ที่ข้าไม่ได้อยากฟังนักหรอก) ให้ข้าฟัง ข้าจึงได้รู้ว่าพ่อของเจ้าหล่ำเป็นโนมที่ตกเครื่องบินลาดตระเวณมาพบแม่ออร์คของมัน น่าจะเรียกว่าเคราะห์ร้ายที่คาวาลเด แม่ของมันยึดมั่นในศักดิ์ศรี ช่วยพยาบาลเจ้าโนมนั่นจนหายเพื่อที่จะได้สู้กันอย่างยุติธรรม (พวกออร์คนี่ล่ะน้า...) แต่แล้วดันเกิดเรื่องน้ำเน่าขึ้นเสียก่อนเมื่อพ่อโนมกับแม่ออร์คของเจ้าหล่ำดันตกหลุมรักกันขึ้นมาเป็นรักระหว่างรบ... แถมยังให้กำเนิดพยานรักขึ้นมาเป็นเจ้านี่ซะอีก ทำให้แม่ของมันต้องหนีออกจากเผ่าวาร์ซองเพื่อมาใช้ชีวิตอย่างสงบกับเจ้าโนมนั่น...
"...ก็ฟังดู...เอ่อ...ดูดีนะ... โรแมนติกดี... แล้วพ่อกับแม่ของเจ้าไปไหนเสียแล้วเล่า" ข้าเอ่ยคั่นจังหวะ ก่อนที่เจ้าออร์คแคระจะเล่าต่อ ว่าในขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะไปด้วยดี ตอนนั้นเจ้าหล่ำเองยังอายุได้ไม่ถึงขวบ วันหนึ่งก็มีกองทัพของพันธมิตรผ่านมาพบกระท่อมที่สามพ่อแม่ลูกอาศัยอยู่ พวกนั้นตราหน้าว่าเจ้าโนมพ่อของมันเป็นกบฏที่หนีมาอาศัยอยู่กับศัตรูอย่างออร์ค แต่แทนที่เจ้าตัวพ่อจะพาลูกเมียหนี กลับคุกเข่าขอชีวิต จนในที่สุดถูกบังคับให้สังหารมันและแม่เพื่อเป็นเครื่องยืนว่ายังเป็นฝ่ายพันธมิตรอยู่
"เจ้าพวกพันธมิตรนี่มันไร้หัวใจสิ้นดี... แล้วพ่อของ...เอ่อ...เจ้าโนมนั่น ทำอย่างไร..." ข้าชักรู้สึกว่าถึงจุดที่น่าติดตามขึ้นมาทีเดียว
"...แม่บอกว่า... มันคว้ามีดเข้ามาจ้วงแทงแม่อย่างไม่มีลังเลเลยขอรับ..."
ข้าถึงกับสะอึกไป พวกโนมนี่มันรักตัวกลัวตายขนาดนี้เชียวหรือ...ถึงขนาดที่ว่าครองรักกันมานานเป็นปีจนมีทายาทก็ยังทอดทิ้งกันเพื่อเอาชีวิตรอดได้ง่ายดายเพียงนี้เชียวอย่างนั้นหรือ...
หลังจากนั้นเจ้าหล่ำก็เล่าให้ข้าฟังต่อว่า แต่กระนั้นแม่ของมันซึ่งเป็นอดีตนักรบก็ตอบสนองได้ทันท่วงที ถึงแม้จะโดนแทงเข้าจนได้รับแผลใหญ่แต่ก็ยังหอบมันหนีจากเจ้าโนมถ่อยและวงล้อมของพวกพันธมิตรออกมาได้พ้น จากนั้นจึงหนีไปใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง แต่แล้วนางก็กลัวว่าลูกน้อยจะไม่รอดเนื่องจากขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงตัดสินใจบากหน้ากลับไปยังเผ่าวาร์ซอง ตัวนางเองซึ่งดูเหมือนจะเคยเป็นที่เคารพของเผ่าจึงได้รับการดูแลอย่างดี แต่กับเจ้าหล่ำแล้ว มันกลับถูกมองเป็นพวกนอกคอก เจ้าหล่ำเติบโตมาท่ามกลางความไม่เป็นมิตรรอบด้านจนอายุได้ห้าขวบ แม่ของมันก็ด่วนจากไปเสียก่อน
"แล้ว...เจ้าทำอย่างไรในตอนนั้น..." ข้าถามอย่างอยากรู้...เผลอยกมือป้องปากด้วยความสะเทือนใจ
"...ข้าน่ะ...รู้ตัวมาตลอดก่อนหน้านั้นแล้ว... ว่าข้าคงอยู่ในเผ่าวอร์ซองไม่ได้..." เจ้าออร์คว่าเบาๆ สายตาเลื่อนลอยไปไกล มันเล่าต่อว่าหลังจากที่แม่ไม่อยู่ มันก็ถูกพวกออร์ครุ่นราวคราวเดียวกันข่มเหงอย่างหนัก แม้หัวหน้าเผ่าจะมาปรามบ้าง แต่มันก็รู้แก่ใจว่าท่านเองก็ไม่เห็นสมควรว่ามันควรจะอยู่ร่วมเผ่าต่อไปสักเท่าไหร่ วันหนึ่งมันจึงตัดสินใจหนีออกจากเผ่า ร่อนเร่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ อาศัยลักเล็กขโมยน้อยเลี้ยงปากท้องไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งวันหนึ่งไปล้วงกระเป๋าพวกกอบลินแต่ถูกจับได้ จึงถูกลงโทษโดยการจับไปขายเป็นทาส
"เป็นหัวขโมยมาตั้งแต่เด็กเลยนะเจ้า...มิน่าเล่า..." ข้าอดกระแนะกระแหนไม่ได้
เจ้าหล่ำยิ้มแล้วก็เล่าต่อไปว่า กอบลินที่ซื้อตัวมันไปเป็นช่างเครื่องยนต์ที่ใช้งานโหดร้ายทารุณมาก อาหารก็ให้กินน้อย จนมันหิวใส้จะขาดทุกคืน จึงต้องอาศัยขโมยเงินของลูกค้าที่เข้าออกร้านเอาไว้ซื้ออาหารกินเอง ทำให้มันได้สั่งสมประสบการณ์เรื่องการล้วงกระเป๋าอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามการที่ได้เป็นลูกมือของนายช่างใหญ่อยู่เกือบสิบปี ก็ทำให้มันได้วิชาเครื่องกลมามากโขด้วย จนมันสามารถประดิษฐ์เครื่องยนต์กลไกรวมไปถึงอุปกรณ์สะเดาะกุญแจต่างๆมาถึงทุกวันนี้
"แต่เจ้าก็หนีออกมาอีก?" ข้าถามอย่างคาดเดาได้ เพราะดูเหมือนยังมีช่องว่างอีกสามสี่ปี ก่อนที่เจ้าคาลัมพีจะมาเข้ากิลด์เดียวกัน
"จริงๆแล้ว...นายช่างกอบลิน...เจ้านายเก่าของข้า ช่วงปีหลังๆก็ใจดีกับข้ามากขึ้น สอนอะไรข้ามากมาย... เขายังเคยเปรยว่าอาจจะให้ข้ามีร้านเป็นของตัวเอง..."
"แล้ว...มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"...เขา...ถูกเจ้าหนี้สั่งเก็บ...ขอรับ..."
"หา?" ข้าร้องออกมาอย่างฉงนฉงาย
"...วันหนึ่งข้าได้ยินเสียงโครมครามเลยตื่นขึ้นมาดู... ก็เจอนายช่างจมกองเลือดอยู่แล้ว... แล้วรอบๆก็มีเงามืดสามสี่คนจ้องข้าอยู่..." เจ้าออร์คกลืนน้ำลาย "...แล้วพวกนั้นก็บอกว่าพวกเขาเป็น...เอ่อ...นักฆ่า...บอกว่าข้าเป็นอิสระแล้ว...เห็นว่าข้าหน่วยก้านดี อยากให้ข้าไปทำงานด้วย...ข้าก็เลย..."
"อย่าบอกนะว่าเจ้าเลยตอบรับไปง่ายๆอย่างแบบนั้น..."
การพยักหน้าเขินๆของเจ้าหล่ำทำให้ยกมือจับกบาล
"...ก็...ก็ข้า...ไม่เคยมีใครพูดกับข้ามาก่อนว่าต้องการข้า พอได้ยินข้าก็รู้สึกดีใจ... พวกเขาบอกว่าต้องการข้าเพราะมีพละกำลังอย่างออร์ค แต่ตัวเล็กปราดเปรียวเหมาะกับการทำงาน... พวกเขาไม่เคยถาม... ไม่เคยสนใจว่าข้าจะมีเลือดผสมอย่างไร จะให้ข้าไม่ยินดีได้หรือขอรับ..."
จะว่าไปข้าก็รู้สึกเห็นด้วยมากอยู่...
"แต่ยังไงมันก็เป็นกลุ่มนักฆ่านะเว้ย! นักฆ่า!" ข้าเผลอว่าออกไปเสียงดัง เมื่อรู้สึกตัวจึงมองซ้ายมองขวาก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบ "...แล้วมันกลุ่มไหนวะ..."
เจ้าหล่ำมองหน้าข้าเหมือนไม่แน่ใจ มันทำสีหน้าลังเลอยู่อึดใจก่อนจะตอบออกมาเบาๆ
"...ช...ชาโดว์เซอร์วิสขอรับ..."
"ชาโดว์เซอร์วิส!" ข้าเผลออุทานออกมาเสียงดังอีกครั้งจนบริกรในร้านสองคนหันมามอง จึงต้องรีบทำท่าหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะกลับไปกระซิบถามเจ้าออร์คต่ออย่างตื่นเต้น
"...ชาโดว์เซอร์วิส...นักฆ่ากลุ่มที่มาลอบสังหารวาร์ชีฟธราลน่ะนะ!?"
เจ้าคาลัมพีพยักหน้าแทนคำตอบ ทำให้ข้าเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งพิงพนัก เจ้าเปี๊ยกนี่เคยเป็นหนึ่งในนักฆ่าของชาโดว์เซอร์วิส... กลุ่มนักฆ่าที่หาญกล้าเข้ามาลอบสังหารวาร์ชีฟธราลเมื่อสองปีก่อน... แต่แผนการล้มเหลวและถูกจับกุมได้เสียก่อน กระนั้นก็ได้ข่าวว่าองครักษ์ของท่านธราลบาดเจ็บสาหัสกันไปหลายคน ส่วนพวกกลุ่มนักฆ่านั้นถูกกุดหัวไปจนหมด ช่างน่าตกใจจริงๆที่เจ้านี่รอดมาได้...
"...เจ้า...คงไม่ได้ร่วมในขบวนลอบสังหารครั้งนั้นด้วยสินะ..." ข้ามองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบถามอีกครั้ง
"...ข้า...เป็นคนลงมีดใส่วาร์ชีฟธราลเองขอรับ...แต่ท่านรับไว้ด้วยแขนได้ทัน..."
คำตอบของเจ้าหล่ำทำให้ข้ารู้สึกเหมือนลมจะจับไปตรงนั้น... เจ้าเปี๊ยกนี้เคยเป็นนักฆ่า... เคยหันคมมีดใส่วาร์ชีฟธราลแล้วยังมีชีวิตรอดกลับมาได้...เป็นไปได้อย่างไรกัน...
"...ตอนนั้นหลังจากถูกจับได้...วาร์ชีฟธราลบอกให้ลงโทษพวกข้าอย่าให้ถึงตาย... แต่พวกคนใกล้ชิดของท่านต่างว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องประหารให้สิ้นเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง... ข้าเห็นท่านธราลก็กระอักกระอ่วนใจอยู่..." เจ้าออร์คก้มหน้าเล่า
"สุดท้ายท่านก็ทานเสียงของคนกลุ่มใหญ่ไม่ได้... จึงต้องสั่งให้เพชฌฆาตออกมาจัดการ... ข้ามองนักฆ่ารุ่นพี่ถูกบั่นหัวไปต่อหน้าตาทีละคน... ข้ารู้สึกกลัว...กลัวเหลือเกินขอรับ... ก่อนหน้านั้นข้าเคยฆ่าคนมาบ้าง แต่ไม่เคยเลยสักนิดที่จะได้รับรู้ถึงความกลัวของคนที่จะถูกฆ่า... พอได้มารับรู้ด้วยตัวเองว่าความหวาดกลัวที่กำลังจะต้องตายเป็นอย่างไร... ทำให้ตอนนี้ข้าแทบจะทนไม่ไหวเมื่อรู้สึกถึงรังสีสังหาร... อย่าว่าข้าแก้ตัวเลยนะขอรับ... แต่ที่ข้าหนีจากการต่อสู้แทบจะทุกครั้งในตอนนี้ก็เพราะเหตุนั้นแหละ..."
ข้าทรุดตัวพิงหนักเก้าอี้อย่างอ่อนใจ เจ้าออร์คแคระตรงหน้านี้มีอดีตอันโชกโชญยิ่งกว่าที่เห็นภายนอกมากนัก ข้าจ้องหน้ามันอยู่พักหนึ่ง รู้สึกเหลือเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องโกหก... แต่แล้วข้าก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
"แล้วเจ้ารอดมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ยังไงวะ"
"อ้อ..." เจ้าหล่ำมันทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังเล่าไม่จบ "...ก็คือ...ก่อนที่ข้าซึ่งเหลือเป็นคนสุดท้ายกำลังจะโดนประหารนั่น..."
"เจ้าทำไม?" ข้าเร่ง
"...ท่านแอสเทรีย เอ้อ...กิลด์มาสเตอร์ก็โผล่เข้ามาพอดีขอรับ"
"กิลด์มาสเตอร์?... นางไปทำอะไรที่นั่น?"
"...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง... แต่ที่ข้าจำได้จนวันตายคือประโยคที่นางขอชีวิตข้าจากวาร์ชีฟธราลขอรับ..."
"หา?... แล้วท่านธราลก็เลยไว้ชีวิตเจ้า?..."
"...ขอรับ...แล้วกิลด์มาสเตอร์ก็จัดแจงให้ข้าเข้ามาอยู่ในกิลด์ด้วยหลังจากนั้น..." เจ้าหล่ำพยักหน้าตอบ เรื่องราวนั้นทำให้ข้างุนงงไปหมดว่ากิลด์มาสเตอร์ของข้า...นางเป็นใครกันแน่... มีอำนาจบาตรใหญ่เพียงใดหรือถึงกระทั่งสามารถขอในสิ่งที่ท่านธราลตัดสินใจลงไปแล้วได้... ไม่สิ เท่าที่ฟังนั่นดูเป็นการตัดสินใจจากพวกระดับสูงที่แวดล้อมท่านธราล ที่ขนาดท่านธราลเองยังไม่สามารถทัดทานได้... แล้วนางเป็นใครกันหรือที่ถึงกับไปยับยั้งการประหารนั้นได้...
"เออ...เอาล่ะ... เจ้ากินอิ่มแล้วใช่ไหม สรุปว่าข้าจะให้เจ้าไปช่วยงานก็แล้วกัน นี่เวลาและสถานที่นัดหมาย" ข้าตัดบทเนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้มันชักจะไปกันใหญ่พลางยื่นแผ่นกระดาษให้มัน ที่ตัดสินใจไปอย่างนั้นส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความเห็นใจจากเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง แต่อีกใจหนึ่งข้าก็รู้สึกว่าประสบการณ์อันโชกโชนของเจ้านี่น่าจะช่วยอะไรได้ไม่มากก็น้อย... เจ้าออร์คได้ยินดังนั้นก็ยิ้มร่าออกมาก่อนจะกล่าวขอบคุณ หลังจากนั้นข้าก็ต้องใช้เวลาพักหนึ่งในการสะสางค่าอาหารกองโตก่อนที่จะแยกย้ายกับเจ้าหล่ำจนกว่าจะถึงวันนัดหมาย ข้าเดินกลับที่พักพร้อมกับความคิดมากมายที่วกเวียนไปมาอยู่ในใจจากเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังนั้น... แต่ประเด็นสำคัญที่ค้างคาใจที่สุดคงจะไม่พ้นเรื่องที่ว่า...
กิลด์มาสเตอร์แอสเทรีย...ท่านเป็นใครกันแน่...
...................................
ท่อนแรก...มีเรื่องจริง 75% แต่ย่อนถึงจะทะเลาะกะตาชิฟแค่ไหนก็ไม่เคยทิ้งหน้าที่หนีกลับไปก่อนนะ :D
เรื่องพล็อตกิลด์มาสเตอร์ ได้มากจากเปรี้ยวที่เคยเล่าไว้ในกิลด์ (Ererbus นี่คือตัวเก่าเปรี้ยวสินะ) ส่วนบุคลิกนี่เอายูโกะซังปนๆกับใครซักคนนี่แหละ ฮ่าๆ ชอบสาวบุคลิกนี้เป็นการส่วนตัว XD
เรื่องโคราการ์ของโปจิ... ถามเจ้าตัวก็ไม่เคยเล่าเป็นชิ้นเป็นอัน จับแพะชนแกะเอาละกันนะ อยากจะแซวซะหน่อยแค่นั้นเอง :P
ส่วนของหล่ำนี่ เอาตามที่เจ้าตัวแต่งมาดัดแปลงนิดหน่อย
ใครมีพล็อต rp ของตัวเอง เขียนๆมาให้อ่านได้นะ เดี๋ยวบรรยายให้ผ่านมุมมอง cidus แบบนี้แหละครับ :P
edit @ 24 May 2008 00:40:51 by Dr.Cid
edit @ 24 May 2008 14:23:23 by Dr.Cid